<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Trade Focus</title>
	<atom:link href="https://www.wearecp.com/category/symposium/trade-focus/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.wearecp.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Tue, 18 Mar 2025 03:46:24 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.2.9</generator>

<image>
	<url>https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2019/06/cropped-icon-new-wearecp-32x32.png</url>
	<title>Trade Focus</title>
	<link>https://www.wearecp.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ยอดต่างชาติเที่ยวไทย 21.7 ล้านคน โกยรายได้ทะลุ 1 ล้านลบ.</title>
		<link>https://www.wearecp.com/trade-focus-2024-08-13/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=trade-focus-2024-08-13</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[System]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 13 Aug 2024 08:40:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News]]></category>
		<category><![CDATA[Trade Focus]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.wearecp.com/?p=115178</guid>

					<description><![CDATA[<p>นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com/trade-focus-2024-08-13/">ยอดต่างชาติเที่ยวไทย 21.7 ล้านคน โกยรายได้ทะลุ 1 ล้านลบ.</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com"></a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-115179" src="https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/08/5D7CBAE734DC7A0C7D6D935221CB4C6E.jpg" alt="" width="1000" height="563" srcset="https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/08/5D7CBAE734DC7A0C7D6D935221CB4C6E.jpg 1000w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/08/5D7CBAE734DC7A0C7D6D935221CB4C6E-840x473.jpg 840w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/08/5D7CBAE734DC7A0C7D6D935221CB4C6E-768x432.jpg 768w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/08/5D7CBAE734DC7A0C7D6D935221CB4C6E-24x14.jpg 24w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/08/5D7CBAE734DC7A0C7D6D935221CB4C6E-36x20.jpg 36w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/08/5D7CBAE734DC7A0C7D6D935221CB4C6E-48x27.jpg 48w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /></p>
<p><strong>นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ล่าสุด ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-11 ส.ค. 67 ที่ผ่านมา ทั้งสิ้น 21,796,763 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 1,025,938 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 4,398,623 คน มาเลเซีย 3,021,624 คน อินเดีย 1,255,358 คน เกาหลีใต้ 1,154,990 คน และรัสเซีย 1,035,192 คน</strong></p>
<p>ส่วนสถานการณ์การท่องเที่ยวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (5-11 ส.ค. 67) นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น จากการมีวันหยุดในหลายประเทศของกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) อาทิ การมีวันหยุดพิเศษ (เทศกาลโอบ้ง) ในญี่ปุ่น ที่ส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นถึง 79.39% และขยับขึ้นมาเป็นกลุ่มที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเป็นอันดับที่ 4 จากเดิมในอันดับที่ 9</p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีวันหยุดราชการในอินเดีย และมาเลเซีย โดยนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวสะสมปีนี้แล้วกว่า 3 ล้านคน ขณะที่นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) เดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น 1.52% จากการท่องเที่ยวในช่วง Summer holiday ของภูมิภาคยุโรป</p>
<p>โดยภาพรวมสัปดาห์ที่ผ่านมา ไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 751,419 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 41,182 คน หรือ 5.80% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 107,346 คน โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ จีน 169,355 คน มาเลเซีย 95,869 คน เกาหลีใต้ 37,414 คน ญี่ปุ่น 37,017 คน และอินเดีย 36,905 คน</p>
<p>สำหรับในสัปดาห์นี้ (12-18 ส.ค.) คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาทรงตัว จากปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การมีวันหยุดปิดภาคเรียน (School holiday) ในเกาหลีใต้ และญี่ปุ่น การเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว Summer holiday ของตลาดภูมิภาคยุโรป การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาล ช่วยเพิ่มการอำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตร ตม.6 ในด่านทางบก และการกระตุ้นให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบิน</p>
<p>โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com/trade-focus-2024-08-13/">ยอดต่างชาติเที่ยวไทย 21.7 ล้านคน โกยรายได้ทะลุ 1 ล้านลบ.</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com"></a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ห่วงหนี้เสียพุ่ง! ครม.เศรษฐกิจ ฝาก ธปท.ถกยืดหนี้บ้าน-ทบทวนเกณฑ์จ่ายบัตรเครดิตขั้นต่ำ</title>
		<link>https://www.wearecp.com/trade-focus-2024-07-15/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=trade-focus-2024-07-15</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[System]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 15 Jul 2024 13:49:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News]]></category>
		<category><![CDATA[Trade Focus]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.wearecp.com/?p=114142</guid>

					<description><![CDATA[<p>นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวภายหล [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com/trade-focus-2024-07-15/">ห่วงหนี้เสียพุ่ง! ครม.เศรษฐกิจ ฝาก ธปท.ถกยืดหนี้บ้าน-ทบทวนเกณฑ์จ่ายบัตรเครดิตขั้นต่ำ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com"></a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h4><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-114143" src="https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/07/หนี้-บัตรเครดิต-ยืดหนี้-1.jpeg" alt="" width="640" height="442" srcset="https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/07/หนี้-บัตรเครดิต-ยืดหนี้-1.jpeg 640w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/07/หนี้-บัตรเครดิต-ยืดหนี้-1-24x17.jpeg 24w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/07/หนี้-บัตรเครดิต-ยืดหนี้-1-36x25.jpeg 36w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/07/หนี้-บัตรเครดิต-ยืดหนี้-1-48x33.jpeg 48w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></h4>
<h4><strong>นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะตกต่ำ สัญญาณการฟื้นตัวเป็นแบบค่อยๆ ฟื้นตัว และยังมีปัญหาใหญ่สุด คือ หนี้ครัวเรือน ซึ่งมีทั้งหนี้บ้าน หนี้รถยนต์ หนี้บัตรเครดิต และหนี้ใช้จ่ายเพื่อการบริโภค</strong></h4>
<p>สำหรับหนี้บ้านที่ขณะนี้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ปล่อยสินเชื่ออยู่นั้น คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 34% ของหนี้ทั้งหมด โดยมีลูกหนี้ ธอส.ที่ไม่สามารถชำระคืนได้ประมาณ 8 หมื่นกว่าราย ซึ่ง ธอส. ได้จัดทำโครงการคลีนิกแก้หนี้ด้วยการเจรจากับลูกหนี้ และให้ยืดเวลาการผ่อนชำระไปจนถึงอายุ 80-85 ปี หรือมีการปรับหลักเกณฑ์การคิดดอกเบี้ย ซึ่งในขณะนี้มีลูกหนี้เข้ามาพูดคุยกับ ธอส.แล้ว 5 หมื่นกว่าราย</p>
<p>ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้นำรูปแบบการช่วยเหลือของ ธอส. ไปพูดคุยและขอความร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์อื่น ๆ ด้วย เพื่อไม่ให้เกิดหนี้เสีย และจะได้กลับมาเป็นลูกหนี้ที่ดีของธนาคารพาณิชย์ในอนาคต ซึ่งในการประชุมวันนี้ มีธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าร่วม จึงได้ฝากเรื่องนี้ไว้ด้วย</p>
<p>สำหรับหนี้บัตรเครดิต ปัจจุบันมีจำนวนบัตรเครดิตทั้งหมด 24 ล้านใบ เป็นหนี้เสียไปแล้ว 1.1 ล้านใบ และกำลังเป็นหนี้เสียอีก 2 แสนใบ รวมแล้ว กว่า 1.3 ล้านใบ โดยมีแนวทางการช่วยเหลือผ่านทางคลีนิกแก้หนี้ เพื่อยืดระยะการผ่อนชำระให้นานขึ้น และลดอัตราดอกเบี้ย 3-5% และในขณะนี้มีบริษัทบัตรเครดิตให้ความร่วมมือ</p>
<p>รมว.คลัง ยังได้ฝากให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ช่วยติดต่อกับบริษัทบัตรเครดิตรายใหญ่ ให้เข้าร่วมกับโครงการคลินิกแก้หนี้ รวมถึงฝากให้ ธปท.ช่วยพิจารณาทบทวนการจ่ายบัตรเครดิตขั้นต่ำ จาก 8% กลับมาอยู่ที่ 5% ซึ่งตัวแทน ธปท.จะนำกลับไปพิจารณาอย่างเร่งด่วน</p>
<p><strong>แก้โครงสร้างหนี้ กยศ. ปรับดอกเบี้ยผิดนัดชำระตามกฎหมายใหม่</strong></p>
<p>ที่ประชุมฯ ยังได้หารือเรื่องหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่มีผู้กู้ยืมกว่า 4 ล้านราย ซึ่งลูกหนี้บางคนไม่สามารถจ่ายคืนเงินต้นได้ เนื่องจากผิดนัดชำระดอกเบี้ยและต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราสูงถึง 18% อีกทั้งยังเป็นปัญหากับผู้ค้ำประกัน และมีบางรายอายุกว่า 40 ปี แต่ยังติดหนี้ กยศ.อยู่</p>
<p>ดังนั้น ที่ประชุมฯ จึงสั่งการให้ กยศ.ไปปรับตัวเลขใหม่ เพราะกฎหมายใหม่อัตราดอกเบี้ยที่ผิดนัดชำระ จะคิดในอัตราเพียง 0.5% และให้คิดย้อนหลังตั้งแต่กู้ ซึ่งพบว่ามี 170,000 รายที่จ่ายดอกเบี้ยเกินแล้ว ซึ่งจะต้องคืนเงินให้ถึง 2,100 ล้านบาท และมีอีกประมาณ 2 ล้านกว่าราย ที่ยังติดหนี้ กยศ. แต่หนี้สูงเกินไป เพราะใช้อัตราดอกเบี้ยเดิม ซึ่งจะช่วยลดหนี้ได้อีก 54,000 พันล้านบาท โดยให้ไปดูข้อมูลที่สถานศึกษาที่กู้แล้วทำสัญญาใหม่ ทำให้ภาระของผู้ค้ำประกันหมดไปทันที เพราะจะมีการคำนวณใหม่ ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วจะช่วยลดหนี้ได้ 56,000 ล้านบาท รวมแล้วช่วยลูกหนี้ กยศ. 2.8 ล้านคน</p>
<p>ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในช่วงที่รอโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัล วอลเล็ต นายพิชัย กล่าวว่า ในระยะสั้นต้องทำให้คนทำงานฟื้นตัวได้ก่อน โดยเฉพาะคนที่ยังมีปัญหาหนี้ จึงต้องแก้ปัญหาด้วยการยืดหนี้ เพื่อช่วยลดภาระ ส่วนการกระตุ้นเศรษฐกิจค่อยๆเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจที่ค่อย ๆ ฟื้นตัว โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่ดีขึ้น จะส่งผลให้ภาคธุรกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวค่อย ๆ ฟื้นตามไปด้วย</p>
<p>นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์จัดทำปฏิทินผลไม้ เพื่อจะได้รู้ว่าส่วนที่เกินออกมานั้นจะเพิ่มช่องทางการจำหน่ายอย่างไร พร้อมทั้งขอความร่วมมือกับผู้ผลิตรายใหญ่ให้ช่วยลดราคาสินค้า นอกจากรายการธงฟ้าด้วย</p>
<p>โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com/trade-focus-2024-07-15/">ห่วงหนี้เสียพุ่ง! ครม.เศรษฐกิจ ฝาก ธปท.ถกยืดหนี้บ้าน-ทบทวนเกณฑ์จ่ายบัตรเครดิตขั้นต่ำ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com"></a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ธุรกิจติดเทรนด์ฮิต 10 อันดับ รับรายได้ฉ่ำตลอดปี 66 เด้งรับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่</title>
		<link>https://www.wearecp.com/trade-focus-2024-07-14/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=trade-focus-2024-07-14</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[System]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 14 Jul 2024 13:00:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News]]></category>
		<category><![CDATA[Trade Focus]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.wearecp.com/?p=114082</guid>

					<description><![CDATA[<p>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยรายได้ธุรกิจยอดนิยม 10 อันดับที [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com/trade-focus-2024-07-14/">ธุรกิจติดเทรนด์ฮิต 10 อันดับ รับรายได้ฉ่ำตลอดปี 66 เด้งรับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com"></a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h3><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-114084" src="https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/07/top10trend-2_page-0001-scaled.jpg" alt="" width="1810" height="2560" srcset="https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/07/top10trend-2_page-0001-scaled.jpg 1810w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/07/top10trend-2_page-0001-594x840.jpg 594w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/07/top10trend-2_page-0001-1131x1600.jpg 1131w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/07/top10trend-2_page-0001-768x1086.jpg 768w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/07/top10trend-2_page-0001-1086x1536.jpg 1086w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/07/top10trend-2_page-0001-1448x2048.jpg 1448w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/07/top10trend-2_page-0001-17x24.jpg 17w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/07/top10trend-2_page-0001-25x36.jpg 25w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/07/top10trend-2_page-0001-34x48.jpg 34w" sizes="(max-width: 1810px) 100vw, 1810px" /></h3>
<h3>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยรายได้ธุรกิจยอดนิยม 10 อันดับที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งสูงในปี 2566 โดยพิจารณาจากงบการเงินปี 2566 ของนิติบุคคลพบว่า เป็นธุรกิจที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ได้แก่ ผลิตแบตเตอรี่/มอเตอร์และอุปกรณ์ยานยนต์ไฟฟ้า ท่องเที่ยว เครื่องใช้ไฟฟ้า สัตว์เลี้ยง จัดอีเวนต์ e-Commerce เครื่องสำอาง สุขภาพ ของเล่น และความเชื่อและศรัทธา ธุรกิจทั้งหมดสามารถทำรายได้เพิ่มขึ้นจากปี 2565 โดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยวเติบโตขึ้น 36.32% และความเชื่อและศรัทธา เติบโตขึ้น 52.92%</h3>
<p>นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่าง ธุรกิจผลิตน้ำมันถั่วเหลือง เหมืองเกลือแร่สินเธาว์ ธุรกิจรถทัวร์ ผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ และแผงลอย/ตลาด</p>
<p>นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ติดตามแนวโน้มการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เพื่อวิเคราะห์ทิศทางการเติบโตของธุรกิจในประเทศ ประกอบกับนำข้อมูลการนำส่งงบการเงินประจำปี 2566 (ข้อมูล ณ 30 มิถุนายน 2567) มาวิเคราะห์พบว่า ธุรกิจติดเทรนด์ที่มีการจัดตั้งเพิ่มขึ้นและยังทำรายได้ดีติดอันดับ ดังนี้</p>
<p>อันดับที่ 1 ธุรกิจผลิตแบตเตอรี่ มอเตอร์และอุปกรณ์ยานยนต์ไฟฟ้า รวมทั้งผลิตแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ มีธุรกิจจำนวน 885 ราย ปี 2566 มีการจัดตั้ง 91 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2565 จำนวน 27 ราย คิดเป็น 42.19%</p>
<p>โดยตลอดปี 2566 สร้างรายได้ 2.09 ล้านลบ. เพิ่มขึ้นจากปี 2565 จำนวน 0.24 ล้านลบ. คิดเป็น 13.27% (ส่วนใหญ่เป็นขนาด L สร้างรายได้ถึง 2.06 ล้านลบ.) โดยเป็นการเติบโตตามกระแสความนิยมในการหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ทำให้ธุรกิจที่ผลิตส่วนประกอบหรืออะไหล่รถยนต์เติบโตตามไปด้วย อาทิ ธุรกิจผลิตแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ มอเตอร์ไฟฟ้า แบตเตอรี่และหม้อสะสมไฟฟ้า ผลิตรถยนต์ส่วนบุคคล และผลิตยานยนต์อื่นๆ ที่ใช้เพื่อการโดยสาร</p>
<p>จังหวัดที่สร้างรายได้สูงสุดคือ สมุทรปราการ 1.04 ล้านลบ. ระยอง 0.30 ล้านลบ. และกรุงเทพมหานคร 0.29 ล้านลบ.</p>
<p>อันดับที่ 2 ธุรกิจท่องเที่ยว มีธุรกิจจำนวน 53,696 ราย ปี 2566 มีการจัดตั้ง 7,402 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2565 จำนวน 2,178 ราย คิดเป็น 41.69% โดยปี 2566 สร้างรายได้ 0.85 ล้านลบ. เพิ่มขึ้นจากปี 2565 จำนวน 0.23 ล้านลบ. คิดเป็น 36.32% จากปี 2565</p>
<p>เป็นการสอดรับกับการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยเพิ่มขึ้นในปี 2566 ที่มีจำนวนกว่า 28 ล้านคน (ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา) จึงส่งผลดีต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องตามไปด้วย อาทิ ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ทและห้องชุด นำเที่ยว ขายปลีกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และร้านอาหาร</p>
<p>จังหวัดที่สร้างรายได้สูงสุดคือ กรุงเทพมหานคร 0.61 ล้านลบ. ภูเก็ต 0.06 ล้านลบ. และชลบุรี 0.03 ล้านลบ.</p>
<p>อันดับที่ 3 ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า มีธุรกิจจำนวน 8,233 ราย ปี 2566 มีการจัดตั้ง 601 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2565 จำนวน 23 ราย คิดเป็น 3.98% โดยปี 2566 สร้างรายได้ 0.65 ล้านลบ. เพิ่มขึ้นจากปี 2565 จำนวน 7,000 ลบ. คิดเป็น 1.09%</p>
<p>ธุรกิจนี้ผลิตและจำหน่ายสินค้าที่มีความจำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และผู้บริโภคมีความต้องการใช้เครื่องไฟฟ้ามากขึ้นเพื่อความสะดวกสบาย ผ่อนคลายความร้อนจากสภาพอากาศที่มีความร้อนสูงขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละปี อาทิ ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน และร้านขายปลีกเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน</p>
<p>จังหวัดที่สร้างรายได้สูงสุดคือ กรุงเทพมหานคร 0.35 ล้านลบ. ชลบุรี 0.08 ล้านลบ. และระยอง 0.04 ล้านลบ.</p>
<p>อันดับที่ 4 ธุรกิจสัตว์เลี้ยง ขายอาหาร อุปกรณ์และดูแลสัตว์ มีธุรกิจจำนวน 5,009 ราย ปี 2566 มีการจัดตั้ง 785 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2565 จำนวน 73 ราย คิดเป็น 10.25% โดยปี 2566 สร้างรายได้ 0.26 ล้านลบ. เพิ่มขึ้นจากปี 2565 จำนวน 0.01 ล้านลบ. คิดเป็น 5.80%</p>
<p>ธุรกิจสัตว์เลี้ยงเติบโตขึ้นเพราะไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป หันมาเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นเพื่อนคลายเหงา และผู้บริโภคมีทางเลือกในการจับจ่ายเยอะขึ้นเพราะสินค้าที่มีความหลากหลายมากขึ้น อาทิ การทำฟาร์มสัตว์ อาหารสำเร็จรูปสำหรับสัตว์เลี้ยง ขายส่งอาหารสัตว์ และขายสัตว์เลี้ยงหรืออุปกรณ์ รวมไปถึงการดูแลสัตว์</p>
<p>จังหวัดที่สร้างรายได้สูงสุดคือ กรุงเทพมหานคร 0.11 ล้านลบ. สมุทรปราการ 0.03 ล้านลบ. และนนทบุรี 0.01 ล้านลบ.</p>
<p>อันดับที่ 5 ธุรกิจจัดกิจกรรม งานประชุม นิทรรศการ อีเวนต์ มีธุรกิจจำนวน 22,192 ราย ปี 2566 มีการจัดตั้ง 2,286 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2565 จำนวน 349 ราย คิดเป็น 18.02% โดยปี 2566 สร้างรายได้ 0.22 ล้านลบ. เพิ่มขึ้นจากปี 2565 จำนวน 0.04 ล้านลบ. คิดเป็น 25.90%</p>
<p>โดยธุรกิจนี้เติบโตสอดรับการขยายตัวของการท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยเสริมความคึกคักให้ธุรกิจท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น อาทิ ธุรกิจจัดเลี้ยง โฆษณา ถ่ายภาพ และจัดประชุม/แสดงสินค้า</p>
<p>จังหวัดที่สร้างรายได้สูงสุดคือ จังหวัดกรุงเทพมหานคร 0.19 ล้านลบ.นนทบุรี 0.01 ล้านลบ. และปทุมธานี 5,000 ลบ.</p>
<p>อันดับที่ 6 ธุรกิจ e-Commerce มีธุรกิจจำนวน 7,962 ราย ปี 2566 มีการจัดตั้ง 1,713 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2565 จำนวน 254 ราย คิดเป็น 17.41% โดยปี 2566 สร้างรายได้ 0.18 ล้านลบ. เพิ่มขึ้นจากปี 2565 จำนวน 4,000 ล้านลบ. คิดเป็น 2.12%</p>
<p>ธุรกิจ e-Commerce ในประเทศไทยมีอัตราการเติบโตมาอย่างต่อเนื่องจากพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าผ่านออนไลน์ได้อย่างสะดวก มีโอกาสได้เลือกสินค้าได้หลากหลาย และใช้เวลาในการตัดสินใจได้ อาทิ การขายปลีกทางอินเตอร์เน็ต</p>
<p>จังหวัดที่สร้างรายได้สูงสุดคือ กรุงเทพมหานคร 0.15 ล้านลบ. นนทบุรี 0.02 ล้านลบ. และสมุทรปราการ 2,000 ลบ.</p>
<p>อันดับที่ 7 ธุรกิจเครื่องสำอาง มีธุรกิจจำนวน 10,320 ราย ปี 2566 มีการจัดตั้ง 1,267 ราย ลดลงจากปี 2565 จำนวน 90 ราย คิดเป็น 6.63% โดยปี 2566 สร้างรายได้ 0.16 ล้านลบ. เพิ่มขึ้นจากปี 2565 จำนวน 9,000 ลบ. คิดเป็น 5.99%</p>
<p>สอดรับกับแนวคิดของคนยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลบุคลิกภาพของตัวเอง และเครื่องสำอางมีความหลากหลาย มีการแข่งขันที่สูงขึ้นด้วยการนำนวัตกรรมต่างๆ มาช่วยในการผลิตสินค้าให้มีคุณภาพมากขึ้น อาทิ ธุรกิจขายปลีก/ส่งเครื่องสำอาง</p>
<p>จังหวัดที่สร้างรายได้สูงสุดคือ กรุงเทพมหานคร 0.13 ล้านลบ. นนทบุรี 4,300 ลบ. และปทุมธานี 4,000 ลบ.</p>
<p>อันดับที่ 8 ธุรกิจสุขภาพ มีธุรกิจจำนวน 9,761 ราย ปี 2566 มีการจัดตั้ง 1,670 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2565 จำนวน 333 ราย คิดเป็น 24.91% โดยปี 2566 สร้างรายได้ 0.07 ล้านลบ. เพิ่มขึ้นจากปี 2565 จำนวน 0.01 ล้านลบ. คิดเป็น 17.94%</p>
<p>ภายหลังจากที่โลกต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทุกคนก็ได้หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ ทั้งการสร้างสุขภาพให้แข็งแรงและรักษาอาการเจ็บป่วย ส่งผลให้ธุรกิจด้านการดูแลสุขภาพเติบโตขึ้นไปด้วย อาทิ โรงพยาบาลเฉพาะทาง ทันตกรรม กายภาพบำบัด ฟิตเนส และสปา</p>
<p>จังหวัดที่สร้างรายได้สูงสุดคือ กรุงเทพมหานคร 54,000 ลบ. นนทบุรี 2,800 ลบ. และสมุทรปราการ 2,700 ลบ.</p>
<p>อันดับที่ 9 ธุรกิจของเล่น มีธุรกิจจำนวน 1,087 ราย ปี 2566 มีการจัดตั้ง 120 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2565 จำนวน 49 ราย คิดเป็น 69.01% โดยปี 2566 สร้างรายได้ 0.02 ล้านลบ. เพิ่มขึ้นจากปี 2565 จำนวน 300 ลบ. คิดเป็น 1.57%</p>
<p>โดย Art Toy เป็นส่วนสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับธุรกิจนี้ และเป็นสินค้าที่มีกระแสนิยมทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ อาทิ ผลิตตุ๊กตา เกมและของเล่นอื่นๆ ทั้งขายส่งและขายปลีก</p>
<p>จังหวัดที่สร้างรายได้สูงสุด คือ กรุงเทพมหานคร 9,000 ลบ. สมุทรปราการ 3,000 ลบ. และสมุทรสาคร 1,600 ลบ.</p>
<p>อันดับที่ 10 ธุรกิจความเชื่อและศรัทธา มีธุรกิจจำนวน 151 ราย ปี 2566 มีการจัดตั้ง 33 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2565 จำนวน 9 ราย คิดเป็น 37.50% โดยปี 2566 สร้างรายได้ 200 ลบ.เพิ่มขึ้นจากปี 2565 จำนวน 80 ลบ. คิดเป็น 52.92%</p>
<p>โดยเป็นความเชื่อความศรัทธาของแต่ละบุคคลที่สามารถนำมาสร้างเป็นธุรกิจได้ และที่ผ่านมาธุรกิจสายมูเตลูเป็นธุรกิจที่ได้รับความนิยมของคนรุ่นใหม่ทั้งการใช้สินค้าที่เกี่ยวกับความเชื่อ และยังเชื่อมโยงไปถึงการท่องเที่ยวในแหล่งที่เป็นความเชื่อได้อีกด้วย อาทิ การดูดวง ดูฮวงจุ้ย และกำหนดฤกษ์ยาม จั</p>
<p>งหวัดที่สร้างรายได้สูงสุดคือ กรุงเทพมหานคร 140 ลบ. นนทบุรี 40 ลบ. และปทุมธานี 10 ลบ.</p>
<p>ธุรกิจทั้ง 10 อันดับข้างต้นเป็นธุรกิจติดเทรนด์ที่ได้รับความนิยม โดยมีการจัดตั้งธุรกิจเพิ่มขึ้น และทำรายได้ดีในปี 2566 ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วพบว่า เป็นธุรกิจที่สอดรับกับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน ตลอดจนเป็นไปตามกระแสรักสุขภาพ รักษ์โลก และสิ่งแวดล้อม</p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มธุรกิจที่น่าจับตามองและมีผลประกอบการที่สะท้อนถึงการเติบโตอย่าวก้าวกระโดดจากปี 2565 อาทิ ธุรกิจผลิตน้ำมันถั่วเหลือง เติบโต 9,744%, ธุรกิจเหมืองเกลือแร่สินเธาว์ เติบโต 3,207%, ธุรกิจรถขนส่งผู้โดยสารทางประจำทางระหว่างกรุงเทพฯ กับจังหวัดอื่น เติบโต 1,095%, ธุรกิจผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ เติบโต 1,032% และธุรกิจขายปลีกอาหารบนแผงลอยและตลาด เติบโต 844% โดยกรมฯ จะติดตามการเปลี่ยนแปลงของภาคธุรกิจของไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อวิเคราะห์และเป็นข้อมูลเชิงลึกให้ธุรกิจหรือนักลงทุนได้รับทราบพร้อมปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างทันท่วงที</p>
<p>ที่มา กรมพัฒนาธุรกิจการค้า</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com/trade-focus-2024-07-14/">ธุรกิจติดเทรนด์ฮิต 10 อันดับ รับรายได้ฉ่ำตลอดปี 66 เด้งรับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com"></a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จับตาเทรนด์ความมั่นคงอาหารโลก จุดเปลี่ยนอนาคตสินค้าธัญพืชไทย</title>
		<link>https://www.wearecp.com/trade-focus-2024-7-11/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=trade-focus-2024-7-11</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[System]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 11 Jul 2024 14:22:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News]]></category>
		<category><![CDATA[Trade Focus]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.wearecp.com/?p=113954</guid>

					<description><![CDATA[<p>นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com/trade-focus-2024-7-11/">จับตาเทรนด์ความมั่นคงอาหารโลก จุดเปลี่ยนอนาคตสินค้าธัญพืชไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com"></a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-113955" src="https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/07/2C86E4BEB5B6E6C13F90F68BF692DC61.jpg" alt="" width="800" height="425" srcset="https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/07/2C86E4BEB5B6E6C13F90F68BF692DC61.jpg 800w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/07/2C86E4BEB5B6E6C13F90F68BF692DC61-768x408.jpg 768w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/07/2C86E4BEB5B6E6C13F90F68BF692DC61-24x13.jpg 24w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/07/2C86E4BEB5B6E6C13F90F68BF692DC61-36x19.jpg 36w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/07/2C86E4BEB5B6E6C13F90F68BF692DC61-48x26.jpg 48w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p><strong>นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์การความมั่นคงทางอาหารของโลก พบว่าประเทศที่เป็นผู้นำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารรายสำคัญของไทย ได้แก่ จีน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และมาเลเซีย ล้วนมีมาตรการความมั่นคงทางอาหารในทิศทางเดียวกัน คือการพึ่งพาตนเองเป็นหลัก ลดการนำเข้า ยกระดับคุณภาพชีวิตประชากร และสนับสนุนการจ้างงานในประเทศให้มากขึ้น ได้แก่</strong></p>
<p><strong>– จีน </strong>ออกกฎหมายความมั่นคงด้านอาหาร มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 67 กำหนดให้กระบวนการและขั้นตอนการผลิตอาหารต้องดำเนินการและพึ่งพาตนเองให้มากที่สุด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องอุปทานธัญพืชภายในประเทศ ปกป้องความมั่นคงทางอาหาร และปกป้องเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง และได้กำหนดแนวทางนโยบายการเกษตรและการพัฒนาชนบทประจำปี (Rural Revitalization) ซึ่งให้ความสำคัญสูงสุดกับความมั่นคงทางอาหารเช่นกัน โดยมุ่งพัฒนาและปรับปรุงพื้นที่เพื่อเพิ่มปริมาณการผลิตธัญพืชในประเทศ และลดการนำเข้าจากต่างประเทศ</p>
<p><strong>– สหรัฐอเมริกา</strong> มีเป้าหมายสร้างความมั่นคงด้านอาหารที่ยั่งยืน เพื่ออนาคตที่ดีของประชาชน ลดความยากจน ลดความหิวโหย และภาวะขาดแคลนอาหารในทุกสถานการณ์ อาทิ การแพร่ระบาดของโรค การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความขัดแย้งต่าง ๆ และความไม่เท่าเทียมที่เพิ่มขึ้น โดยเร่งพัฒนาพื้นที่และลดความยากจน มุ่งเน้นสร้างความเท่าเทียมของประชากร สร้างงานโดยใช้ภาคเกษตรผลักดันเศรษฐกิจ และสร้างความมั่นคงทางอาหารสำหรับคนในชาติ ควบคู่กับเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้น รวมทั้งใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิต และสร้างภาคเกษตรที่ยั่งยืน</p>
<p><strong>– ญี่ปุ่น </strong>มีนโยบายเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารในประเทศ ลดพึ่งพาการนำเข้า และผลักดันให้มีการผลิตข้าวสาลี ถั่วเหลือง ธัญพืชอาหารสัตว์ หญ้าแห้ง และปุ๋ยภายในประเทศเพิ่มขึ้น มุ่งเน้นการพึ่งพาตนเอง มีเป้าหมายเพิ่มการเพาะปลูกสินค้าเกษตร พืชเลี้ยงสัตว์ ปรับฐานราคาสินค้าเกษตรให้เหมาะสม และส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศ นอกจากนี้ ให้ความสำคัญกับคุณค่าทางโภชนาการของเด็ก และการใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม</p>
<p><strong>– มาเลเซีย</strong> มีนโยบายด้านความมั่นคงทางอาหาร เพื่อนำไปสู่ความยั่งยืนและยืดหยุ่นในภาคเกษตรกรรม ความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน ให้ความสำคัญกับคุณค่าทางโภชนาการ เพิ่มกำลังการผลิตอาหาร และให้ประชาชนเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการในราคาจับต้องได้ ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากรเพื่อพัฒนาภาคเกษตรกรรมและปศุสัตว์ เพื่อเพิ่มผลผลิตและผลักดันการส่งออก ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงมีมาตรการอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหาร</p>
<p>ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาสถานการณ์การนำเข้าสินค้าธัญพืช (HS Code 10) ของโลก ซึ่งสะท้อนให้เห็นการเตรียมความพร้อมด้านความมั่นคงทางอาหาร พบว่า ในปี 66 โลกนำเข้าธัญพืช 176,156.7 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง 13.4% จากปีก่อนหน้า)</p>
<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" class="entered litespeed-loaded" src="https://www.infoquest.co.th/wp-content/uploads/2024/07/98B03BFA793F8DCED862D3DC011D81B1.jpg" alt="" data-lazyloaded="1" data-src="https://www.infoquest.co.th/wp-content/uploads/2024/07/98B03BFA793F8DCED862D3DC011D81B1.jpg" data-ll-status="loaded" /></figure>
<p><strong>สำหรับสินค้าธัญพืชที่มีมูลค่าการนำเข้าสูงสุด 5 อันดับแรก</strong> คือ 1. ข้าวสาลีและเมสลิน มีสัดส่วน 37.1% ของมูลค่าการนำเข้าธัญพืชของโลก 2. ข้าวโพด มีสัดส่วน 34.7% 3. ข้าว มีสัดส่วน 18.8% 4. ข้าวบาร์เลย์ มีสัดส่วน 6.5% และ 5. ข้าวฟ่าง มีสัดส่วน 1.3% ตามลำดับ โดยประเทศผู้นำเข้าอาหารรายใหญ่ของไทยมีการนำเข้าสินค้าธัญพืช ดังนี้</p>
<p><strong>1. จีน</strong> มีการนำเข้าธัญพืช 20,544.5 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อนหน้า) โดยจีนมีมูลค่าการนำเข้าธัญพืชสูงสุดอันดับหนึ่งของโลก มีสัดส่วน 11.7% ของการนำเข้าธัญพืชของโลก (ธัญพืชที่จีนนำเข้ามาก ได้แก่ ข้าวโพด ข้าวสาลีและเมสลิน และข้าวบาร์เลย์) โดยจีนนำเข้าจากบราซิลมากที่สุด รองลงมา คือ สหรัฐฯ มีสัดส่วน 19.7% และ 18.5% ตามลำดับ และนำเข้าจากไทยเพียง 298.4 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 1.5% ของมูลค่าการนำเข้าธัญพืชของจีน</p>
<p><strong>2. สหรัฐอเมริกา</strong> มีการนำเข้าธัญพืช 3,588.1 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อนหน้า) โดยสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำเข้าธัญพืชอันดับ 14 ของโลก มีสัดส่วน 2% ของการนำเข้าธัญพืชของโลก (ธัญพืชที่สหรัฐฯ นำเข้ามาก ได้แก่ ข้าว ข้าวสาลีและเมสลิน และข้าวโอ๊ต) โดยสหรัฐฯ นำเข้าจากแคนาดามากที่สุด มีสัดส่วน 47.9% ของมูลค่าการนำเข้าธัญพืชของสหรัฐฯ และนำเข้าจากไทยเป็นอันดับสอง มีมูลค่า 733.7 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 20.4% ของมูลค่าการนำเข้าธัญพืชของสหรัฐฯ</p>
<p><strong>3. ญี่ปุ่น </strong>มีการนำเข้าธัญพืช 8,149.4 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง 16% จากปีก่อนหน้า) โดยญี่ปุ่นเป็นผู้นำเข้าธัญพืชอันดับ 3 ของโลก รองจากจีน และเม็กซิโก มีสัดส่วน 4.6% ของการนำเข้าธัญพืชของโลก (ธัญพืชที่ญี่ปุ่นนำเข้ามาก ได้แก่ ข้าวโพด ข้าวสาลีและเมสลิน และข้าว) โดยญี่ปุ่นนำเข้าจากสหรัฐฯ มากที่สุด มีสัดส่วน 43.2% ของมูลค่าการนำเข้าธัญพืชของญี่ปุ่น และนำเข้าจากไทย 199.3 ล้านเหรียญสหรัฐ (นำเข้าจากไทยเป็นอันดับที่ 6) คิดเป็นสัดส่วน 2.4% ของมูลค่าการนำเข้าธัญพืชของญี่ปุ่น</p>
<p><strong>4. มาเลเซีย</strong> มีการนำเข้าธัญพืช 2,529.1 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อนหน้า) โดยมาเลเซียเป็นผู้นำเข้าธัญพืชอันดับ 20 ของโลก มีสัดส่วน 1.4% ของการนำเข้าธัญพืชของโลก (ธัญพืชที่มาเลเซียนำเข้ามาก ได้แก่ ข้าวโพด ข้าว และข้าวสาลีและเมสลิน) โดยมาเลเซียนำเข้าธัญพืชจากอาร์เจนตินามากที่สุด มีสัดส่วน 29.4% ของมูลค่าการนำเข้าธัญพืชของมาเลเซีย และนำเข้าจากไทยเป็นมูลค่า 212.8 ล้านเหรียญสหรัฐ (นำเข้าจากไทยเป็นอันดับที่ 6) คิดเป็นสัดส่วน 8.4% ของมูลค่าการนำเข้าธัญพืชของมาเลเซีย</p>
<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" class="entered litespeed-loaded" src="https://www.infoquest.co.th/wp-content/uploads/2024/07/9DBE43CFB3132B0D9805142E8D0C764D.jpg" alt="" data-lazyloaded="1" data-src="https://www.infoquest.co.th/wp-content/uploads/2024/07/9DBE43CFB3132B0D9805142E8D0C764D.jpg" data-ll-status="loaded" /></figure>
<p>เมื่อพิจารณาการส่งออกข้าว ซึ่งเป็นสินค้าธัญพืชส่งออกที่สำคัญของไทย ในปี 66 ไทยส่งออกข้าวเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากอินเดีย มีมูลค่าการส่งออก 5,144.44 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 29.33% จากปีก่อนหน้า ตลาดส่งออกที่สำคัญของไทย 5 อันดับแรก ได้แก่ อินโดนีเซีย สหรัฐอเมริกา แอฟริกาใต้ อิรัก และจีน มีสัดส่วน 14.2% 12.3% 8.9% 8.2% และ 6% ของมูลค่าการส่งออกข้าวของไทย ตามลำดับ</p>
<p>โดยไทยส่งออกข้าวไป 5 ประเทศดังกล่าว คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 50% หรือครึ่งหนึ่งของการส่งออกข้าวไทยไปตลาดโลก สำหรับในช่วง 5 เดือนแรก (ม.ค.-พ.ค.) ของปี 67 ไทยส่งออกข้าวเป็นมูลค่า 2,659.53 ล้านเหรียญสหรัฐ (ปริมาณ 4.06 ล้านตัน) ขยายตัว 39.71% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า</p>
<p>“ประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยต่างให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางอาหาร โดยเน้นการพึ่งพาตนเองมากขึ้น สนับสนุนเกษตรกรในประเทศ และลดการนำเข้า โดยธัญพืชเป็นสินค้าสำคัญสำหรับความมั่นคงทางอาหาร ปัจจุบันการส่งออกธัญพืชของไทยในภาพรวมยังเติบโตดี</p>
<p>อย่างไรก็ตาม จะต้องติดตามสถานการณ์ความมั่นคงทางอาหารของโลกอย่างใกล้ชิด รวมถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งส่งผลกระทบต่อปริมาณและคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตร เพื่อให้ไทยสามารถปรับกลยุทธ์ทั้งด้านการผลิตและการค้าให้สอดคล้องสถานการณ์ของโลก ตลอดจนนำแนวทางการปฏิบัติที่ดีของประเทศต่าง ๆ ในการกำหนดนโยบายและมาตรการด้านความมั่นคงทางอาหารมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย โดยกำหนดแผนพัฒนาระบบเกษตรและอาหารให้ชัดเจนมากขึ้น เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพของคนไทย ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนต่อไป” นายพูนพงษ์ กล่าว</p>
<p>ที่มา สำนักข่าวอินโฟเควสท์</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com/trade-focus-2024-7-11/">จับตาเทรนด์ความมั่นคงอาหารโลก จุดเปลี่ยนอนาคตสินค้าธัญพืชไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com"></a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>CIMBT จับชีพจรศก.ไทยเริ่มฟื้นครึ่งปีหลัง แต่ระวังสะดุด 4 ปัจจัยเสี่ยง G-E-R-M</title>
		<link>https://www.wearecp.com/cimbt-2024-07-09/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=cimbt-2024-07-09</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[System]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 09 Jul 2024 14:05:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News]]></category>
		<category><![CDATA[Trade Focus]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.wearecp.com/?p=113853</guid>

					<description><![CDATA[<p>นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารส [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com/cimbt-2024-07-09/">CIMBT จับชีพจรศก.ไทยเริ่มฟื้นครึ่งปีหลัง แต่ระวังสะดุด 4 ปัจจัยเสี่ยง G-E-R-M</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com"></a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-113854" src="https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/07/ภป-ชงฟื้นเศรษฐกิจไทยปี65.jpg" alt="" width="987" height="601" srcset="https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/07/ภป-ชงฟื้นเศรษฐกิจไทยปี65.jpg 987w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/07/ภป-ชงฟื้นเศรษฐกิจไทยปี65-840x511.jpg 840w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/07/ภป-ชงฟื้นเศรษฐกิจไทยปี65-768x468.jpg 768w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/07/ภป-ชงฟื้นเศรษฐกิจไทยปี65-24x15.jpg 24w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/07/ภป-ชงฟื้นเศรษฐกิจไทยปี65-36x22.jpg 36w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/07/ภป-ชงฟื้นเศรษฐกิจไทยปี65-48x29.jpg 48w" sizes="(max-width: 987px) 100vw, 987px" /></p>
<p>นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) กล่าวว่า ธนาคารยังคงประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในปี 67 ไว้ที่ 2.3% และคาดว่าปี 68 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 3.2% โดยหากรวมโครงการ Digital Wallet 10,000 บาท จะทำให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้มีโอกาสขยายตัวได้ 2.5%</p>
<p>ทั้งนี้ ปัจจัยหลักที่ช่วยหนุนเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง จะมาจากภาคการท่องเที่ยว ซึ่งคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 35.6 ล้านคนในปีนี้ และเพิ่มขึ้นเป็น 39.1 ล้านคน ในปี 68 โดยการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวนี้ จะช่วยกระตุ้นภาคบริการที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง และค้าปลีก เป็นต้น</p>
<p>ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังนี้ ยังได้รับปัจจัยหนุนจากการบริโภคภาคเอกชน จากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น และการใช้จ่ายของครัวเรือน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นของรัฐบาล เช่น การอุดหนุนค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภค และการแจกเงินสดแก่กลุ่มเป้าหมาย และแผนโครงการ Digital Wallet หากทำได้จริงในปีนี้ จะมีผลบวกต่อการเติบโตของเศรษฐกิจอีก 0.2%</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การบริโภคโดยรวมน่าจะยังไม่สามารถเติบโตได้แรง เป็นผลจากการลดลงของการซื้อรถยนต์ และสินค้าคงทนอื่น ๆ ขณะที่สินค้ากลุ่มบริการ ยังสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง</p>
<p>ด้านการลงทุน คาดว่าการลงทุนเอกชนจะเติบโตได้ดีขึ้น ตามการฟื้นตัวของภาคการผลิตเพื่อการส่งออก ส่วนการลงทุนภาครัฐ น่าจะกลับมาขยายตัวได้ดี หลังมีงบประมาณเบิกจ่ายออกมาเต็มที่ โดยเฉพาะการลงทุนด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่การส่งออกคาดว่าจะฟื้นตัวได้ดี โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของการค้าโลก และความต้องการสินค้าของไทย ทำให้คาดว่าการส่งออกในปี 67 จะขยายตัวได้ 1.6% และปี 68 ขยายตัว 2.7%</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและจีน ซึ่งน่าจะมีผลให้ไทยได้ประโยชน์จากการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยสนับสนุนภาคการผลิตและการจ้างงาน โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และอาหารแปรรูป</p>
<h2>เศรษฐกิจไทย เสี่ยงป่วยจาก G-E-R-M</h2>
<p>ขณะที่มุมมองของ CIMBT ต่อเศรษฐกิจไทย เสี่ยงป่วยจาก G-E-R-M โดยเศรษฐกิจอาจเผชิญความเสี่ยง ประกอบด้วย</p>
<ul>
<li><strong>G-Geo-politics</strong>&nbsp;จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ กระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุน ต้นทุนขนส่งสินค้าทางเรือจะสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบที่เป็นต้นทุนสำคัญในภาคการผลิตและขนส่ง ขณะที่ความขัดแย้งในยูเครน ที่อาจยืดเยื้อและรุนแรง จนกระทบอุปทานน้ำมันของรัสเซีย เป็นต้น</li>
<li><strong>E-Elections</strong>&nbsp;การเลือกตั้งในหลายประเทศที่อาจเปลี่ยนขั้วการเมือง โดยเฉพาะที่น่าติดตาม คือ การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐวันที่ 5 พ.ย. นี้ จะมีความสำคัญต่อทิศทางการค้า การลงทุน และกระแสโลกาภิวัฒน์ตีกลับ ที่จะกระทบกับเศรษฐกิจไทยได้</li>
<li><strong>R-Interest Rate</strong>&nbsp;อัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานาน แม้คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเริ่มปรับลดดอกเบี้ยช่วงเดือน ก.ย.-ธ.ค. จากระดับ 5.5% สู่ 5% ในปลายปีนี้ จากตัวเลขการจ้างงาน และอัตราเงินเฟ้อที่เริ่มแผ่วลง แต่หากเฟดยังกังวลต่อทิศทางเงินเฟ้อที่ลดลงช้า และห่วงว่าหากปรับลดดอกเบี้ยเร็วเกินไป จะทำให้เงินเฟ้อกลับมาพุ่งขึ้นต่อได้ ทำให้เฟดอาจเลือกที่จะคงอัตราดอกเบี้ยตลอดทั้งปี ซึ่งจะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับตัวขึ้น</li>
<li><strong>M-Manufacturing</strong>&nbsp;ภาคการผลิตที่อาจหดตัวต่อเนื่อง ความอ่อนแอของภาคการผลิต มีส่วนสำคัญทำให้เศรษฐกิจไทยอ่อนแอในช่วงที่ผ่านมา ทั้งขาดสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยีที่เป็นที่ต้องการของตลาดโลก ขาดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) หรือเติบโตรั้งท้ายในภูมิภาค หรือไทยนำเข้าสินค้าราคาถูกจากจีนเป็นจำนวนมาก ทำให้ผู้ประกอบการไทยไม่สามารถแข่งขันได้</li>
</ul>
<h2>7 เหตุผลที่ กนง. อาจลดดอกเบี้ย 0.25% ปลายปีนี้</h2>
<p>นายอมรเทพ ยังให้ความเห็นต่อนนโยบายการเงินของไทย โดยมองว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีโอกาสปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในปี 67 ลง 0.25% มาเหลือ 2.25% ในช่วงเดือน ธ.ค.นี้ เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 68 และให้สอดคล้องกับระดับศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจไทย และเป็นไปทิศทางเดียวกับธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะปรับลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในช่วงที่เหลือของปีนี้ ขณะที่ ณ สิ้นปี 68 คาดว่าอัตราดอกเบี้ยของไทย มีโอกาสจะลงไปอยู่ที่ 1.5%</p>
<p>สำหรับสาเหตุที่คาดว่า กนง.จะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงปลายปีนี้ ประกอบด้วย 7 เหตุผล</p>
<p>1. อัตราการเติบโตของศักยภาพเศรษฐกิจที่ลดลง ต้องการอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง โดยการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวที่ลดลงของไทย จำเป็นที่จะต้องมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงเพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ</p>
<p>2. การลดอัตราดอกเบี้ยหลังจากการปรับลดของเฟด โดยการลดดอกเบี้ยหลังจากเฟดปรับลดดอกเบี้ย สามารถป้องกันการไหลเข้าของเงินทุนที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก</p>
<p>3. ความอ่อนแอทางเศรษฐกิจพื้นฐาน แม้จะดูเหมือนว่าเศรษฐกิจแข็งแกร่ง แต่ไทยยังเผชิญกับปัญหาการกระจายรายได้ไม่ดี และรายได้ต่ำ ซึ่งบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจไม่แข็งแกร่ง</p>
<p>4. ข้อจำกัดของมาตรการกระตุ้นรัฐบาล ผลกระทบจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาล อาจถูกประเมินสูงเกินไป จำเป็นต้องมีการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ</p>
<p>5. การดำเนินการเชิงรุก การลดอัตราดอกเบี้ยในขณะนี้ สามารถเตรียมไทยให้พร้อมสำหรับความยากลำบากที่อาจเกิดขึ้นจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ และจีนที่ชัดเจนมากขึ้น แทนที่จะรอจนกว่าสถานการณ์จะแย่ลง</p>
<p>6. การสนับสนุน SMEs โดยธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก เป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทย สามารถได้ประโยชน์จากต้นทุนการกู้ยืมที่ต่ำลง ช่วยให้สามารถอยู่รอดได้</p>
<p>7. ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ด้วยอัตราเงินเฟ้อที่ปัจจุบันยังควบคุมได้ จึงมีพื้นที่ในการลดดอกเบี้ยโดยไม่เสี่ยงต่อแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อ</p>
<blockquote><p>“ไม่ใช่แค่ปีนี้ ที่มองดอกเบี้ยไทยจะลดลง โดยการปรับลดดอกเบี้ย มีเหตุผลมากมาย แต่เรื่องเวลาเป็นสิ่งสำคัญ โดยตามหลังเฟดจะช่วยรักษาเสถียรภาพได้ และไม่มีนโยบายการคลังร้อนแรงจนเกินไป ดังนั้นการปรับลดดอกเบี้ย หากไม่มีนโยบาย Digital Wallet ก็สามารถทำได้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ส่วนมาตรการ Digital Wallet จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระยะสั้นเท่านั้น โดยปลายปีทำให้จีดีพีมีโอกาสทะลุ 4% ได้มากขึ้น เวลาอัดเงินแจกเงินจะกระตุ้นได้ในระยะสั้น แต่พอหมดมาตรการก็จะแผ่วลง ระมัดระวังการใช้จ่ายหลังจากนั้น ต้องประเมินให้ดี โดยปีหน้า อาจจะเห็นเศรษฐกิจโตช้าลงได้”<cite>&nbsp;นายอมรเทพ กล่าว</cite></p></blockquote>
<p>ส่วนความเห็นต่างระหว่างกระทรวงการคลัง กับ ธปท.ในเรื่องนโยบายดอกเบี้ย ที่กระทรวงการคลังต้องการให้ลดดอกเบี้ย เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่ในมุมของ กนง.ยังคงอัตราดอกเบี้ยนั้น เนื่องจากเห็นว่าเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ ไม่จำเป็นต้องลดดอกเบี้ยมาสนับสนุน ขณะที่อัตราดอกเบี้ยในปัจจุบัน ช่วยในการควบคุมเงินเฟ้อ และยังป้องกันการรับความเสี่ยงเกินควร รวมถึงอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบัน ให้พื้นที่สำหรับการปรับเปลี่ยนในอนาคตหากมีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่สำคัญ</p>
<h2>เงินบาท Q3 แนวโน้มแข็งค่า ลุ้นเฟดลดดอกเบี้ย</h2>
<p>นายอมรเทพ ยังประเมินแนวโน้มค่าเงินบาท โดยคาดว่าเงินบาทจะแข็งค่าจากระดับ 36.70 บาท/ดอลลาร์ ในสิ้นเดือนมิ.ย. มาอยู่ที่ 36.50 บาท/ดอลลาร์ ในสิ้นเดือนก.ย. โดยเงินบาทมีแนวโน้มจะแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยในไตรมาส 3/67 ตามการคาดการณ์ว่าจะมีการลดดอกเบี้ยของสหรัฐในเดือนก.ย. ซึ่งจะช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับสภาพคล่องของตลาดการเงิน และช่วยให้เงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย</p>
<p>อย่างไรก็ตาม คาดว่าเงินบาทปลายปี 67 จะอ่อนค่าลงไปอยู่ที่ 37 บาท/ดอลลาร์ เนื่องจากความไม่แน่นอนที่สูงขึ้นในเศรษฐกิจสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ในช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ</p>
<p>ส่วนกรณีที่ในปี 67 จะมีหุ้นกู้ที่ครบกำหนดค่อนข้างมาก ซึ่งทำให้กังวลผลกระทบต่อตลาดตราสารหนี้นั้น นายอมรเทพ แนะนำนักลงทุนให้หากลุ่มเรตติ้งดี มีความสามารถในการชำระหนี้ หากมองความไม่แน่นอนตลาดหุ้นในปัจจุบัน จะเห็นว่าเป็นโอกาสของนักลงทุนที่จะหาผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝาก และรับความเสี่ยงได้ โดยมีการครบกำหนดหุ้นกู้ ประกอบกับเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำ จึงต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ต่อไป</p>
<p>ที่มา สำนักข่าวอินโฟเควสท์</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com/cimbt-2024-07-09/">CIMBT จับชีพจรศก.ไทยเริ่มฟื้นครึ่งปีหลัง แต่ระวังสะดุด 4 ปัจจัยเสี่ยง G-E-R-M</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com"></a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เศรษฐกิจโลกชะลอตัว เศรษฐกิจไทยโตช้า แต่ ‘ธุรกิจเฮลท์แคร์’ ยังมีโอกาส เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติ และคนไทย 32 ล้านคนที่อายุเกิน 40 ปีแล้ว</title>
		<link>https://www.wearecp.com/finbiz-by-ttb-thai-healt-care/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=finbiz-by-ttb-thai-healt-care</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[System]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 07 Jul 2024 13:40:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News]]></category>
		<category><![CDATA[Trade Focus]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.wearecp.com/?p=113745</guid>

					<description><![CDATA[<p>เศรษฐกิจโลกชะลอตัว เศรษฐกิจไทยโตช้า แต่ ‘ธุรกิจเฮลท์แคร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com/finbiz-by-ttb-thai-healt-care/">เศรษฐกิจโลกชะลอตัว เศรษฐกิจไทยโตช้า แต่ ‘ธุรกิจเฮลท์แคร์’ ยังมีโอกาส เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติ และคนไทย 32 ล้านคนที่อายุเกิน 40 ปีแล้ว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com"></a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p dir="auto"><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-113746" src="https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/07/arseny-togulev-DE6rYp1nAho-unsplash-1536x864-1.webp" alt="" width="1536" height="864" srcset="https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/07/arseny-togulev-DE6rYp1nAho-unsplash-1536x864-1.webp 1536w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/07/arseny-togulev-DE6rYp1nAho-unsplash-1536x864-1-840x473.webp 840w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/07/arseny-togulev-DE6rYp1nAho-unsplash-1536x864-1-768x432.webp 768w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/07/arseny-togulev-DE6rYp1nAho-unsplash-1536x864-1-24x14.webp 24w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/07/arseny-togulev-DE6rYp1nAho-unsplash-1536x864-1-36x20.webp 36w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/07/arseny-togulev-DE6rYp1nAho-unsplash-1536x864-1-48x27.webp 48w" sizes="(max-width: 1536px) 100vw, 1536px" /></p>
<p dir="auto"><strong>เศรษฐกิจโลกชะลอตัว เศรษฐกิจไทยโตช้า แต่ ‘ธุรกิจเฮลท์แคร์’ ยังมีโอกาส เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติ และคนไทย 32 ล้านคนที่อายุเกิน 40 ปีแล้ว </strong>รายงายล่าสุดจาก <a href="https://www.ttbbank.com/th/fin-biz">finbiz by ttb</a> สะท้อนโอกาสของอุตสาหกรรมเฮลท์แคร์ไทย ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวและเศรษฐกิจไทยโตช้า แต่ทำไมถึงเป็นแบบนั้น อ่านสรุปจาก Brand Inside</p>
<h3 dir="auto"><strong>เศรษฐกิจโลกชะลอ เศรษฐกิจไทยโตช้า</strong></h3>
<p dir="auto">ตอนนี้ <strong>สถานการณ์เศรษฐกิจโลก คือ ชะลอตัว</strong> : IMF บอกจะขยายตัวแค่ 3.2% เพราะความท้าทายจากภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก ทำให้ต้นทุนการค้าโลกพุ่งสูง แม้เงินเฟ้อจะมีแนวโน้มดี แต่ดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูง และแต่ละประเทศเจอกับปัญหาจีนระบายสินค้าไปทั่วโลก ทำให้ SME แต่ละประเทศอยู่ยากขึ้น</p>
<p dir="auto"><strong>สถานการณ์เศรษฐกิจไทย คือ เติบโตช้า</strong> : คาดเติบโต 2.5% แต่กำลังซื้อจะชะลอลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ที่เจอปัญหาหนี้ครัวเรือนเรื้อรัง-ดอกเบี้ยสูง เบิกจ่ายงบล่าช้า ท่องเที่ยวฟื้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ทำให้เติบโตช้าและต่ำกว่าศักยภาพ</p>
<p dir="auto">สถานการณ์นี้กลายเป็นปัจจัยที่ท้าทายต่อการเติบโตของทุกอุตสาหกรรม แต่ก็เป็นโอกาสสำหรับธุรกิจบางอย่าง เช่น <strong>‘เฮลท์แคร์’</strong></p>
<h3 dir="auto"><strong>ธุรกิจเฮลท์แคร์ เติบโตดีสวนกระแสเศรษฐกิจ</strong></h3>
<p dir="auto">สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ธุรกิจเฮลท์แคร์ยังมีโอกาส คือ</p>
<p dir="auto">1) กลุ่มเป้าหมายสำคัญของตลาดบริการทางการแพทย์ไทย คือ ‘นักท่องเที่ยวต่างชาติ’ คาดว่าจะเข้ามาประเทศไทยประมาณ 33 ล้านคนในปีนี้</p>
<p dir="auto">โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางมีสัดส่วนรายจ่ายการแพทย์ที่สูง อีกกลุ่มคือ แรงงานต่างด้าวถูกกฎหมาย จำนวน 2.6 ล้านคน ซึ่งมีประกันตนในสัดส่วน 40%</p>
<p dir="auto">2) โครงสร้างประชากรไทยช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป ปัจจุบันมีจำนวน 32 ล้านคน แต่ในปี 2031 คาดว่ากลุ่มวัยนี้จะเพิ่มจำนวนเป็น 37 ล้านคน .</p>
<p dir="auto">จะเป็นปัจจัยส่งเสริมให้กลุ่มธุรกิจกายภาพบำบัดเติบโต เพราะได้รับแรงหนุนจากโรคเรื้อรังที่ต้องอาศัยการรักษาอย่างต่อเนื่อง เช่น โรคออฟฟิศซินโดรม</p>
<h3 dir="auto"><strong>ธุรกิจเฮลท์แคร์เติบโตแค่ไหนในปีนี้</strong></h3>
<p dir="auto">– ปี 2024 คาดว่าตลาดบริการทางการแพทย์เอกชนจะมีรายได้เติบโต 4.4 แสนล้านบาท</p>
<p dir="auto">– รายได้ 72% ของตลาดมาจากโรงพยาบาลเอกชน (พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล 75% ตามด้วยภาคตะวันออก 8%)</p>
<p dir="auto">เทรนด์ธุรกิจที่น่าจับตามีอยู่ 3 กลุ่ม คือ โรงพยาบาลเฉพาะทาง คลินิกเฉพาะทาง และห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ เพราะมีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะส่งผลให้คลินิกและโรงพยาบาลเอกชนทั่วไปจะอยู่ยากขึ้น</p>
<p dir="auto">ดังนั้น เฮลท์แคร์ จึงเป็นเทรนด์เฉพาะทางที่กำลังมาแรง ธุรกิจการแพทย์เฉพาะทางจะกินส่วนแบ่งตลาดมากขึ้น โดยเติบโตได้ดีกว่า 15% ต่อปี หากเทียบกับในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา</p>
<p dir="auto">เมื่อเทียบรายได้ระหว่างโรงพยาบาลเอกชนที่เน้นลูกค้าต่างชาติกับเน้นกลุ่มคนไทยแล้ว พบว่าช่องว่างของรายได้จะห่างกันเรื่อย ๆ อย่างเห็นได้ชัด จึงเป็นโอกาสของธุรกิจที่มีกลุ่มลูกค้าเป็นชาวต่างชาติ</p>
<h3><strong>ท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ธุรกิจแห่งอนาคตของไทย?</strong></h3>
<p>แม้กลุ่ม Hospitality จะเป็นจุดแข็งของประเทศไทย แต่ในเมื่อการขยายตลาดในประเทศมีข้อจำกัด ทำให้ H2H Model หรือ Hospitality to HealthCare กลายเป็นโมเดลธุรกิจที่น่าสนใจ</p>
<p>โดยควรเน้นไปที่กลุ่มลูกค้าต่างชาติมากขึ้น และผูกอุตสาหกรรมเฮลท์แคร์ไปกับการท่องเที่ยว ในนามของ การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) ซึ่งผู้ประกอบการสามารถนำไปปรับใช้ได้ ดังนี้</p>
<ul>
<li>โฟกัสคุณภาพของนักท่องเที่ยวมากกว่าจำนวน โดยเน้นไปที่กลุ่มต่างชาติเกษียณอายุ และกลุ่มคนทำงาน Digital Nomad (อาชีพยุคใหม่สำหรับคน Work From Anywhere) ประมาณการรายจ่ายต่อหัวอยู่ที่ 80,000-120,000 บาทต่อทริป</li>
<li>ออกแบบ Customer Journey และวางแผน Medical Tourism Supply Chain อย่างรอบด้าน เช่น ส่งต่อข้อมูลของเราให้กับบริษัททัวร์, แอปพลิเคชัน หรือ Medical Agent จัดเตรียมการเดินทางและการส่งต่อผู้ป่วยระหว่างประเทศ ในขณะที่ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลหรือคลินิกเฉพาะทาง ต้องจัดเตรียมที่พักและโปรแกรมการท่องเที่ยวรองรับญาติผู้ป่วยที่เดินทางมาด้วยกัน</li>
</ul>
<p>ดังนั้น <strong>finbiz by ttb </strong>จึงระบุว่า เมื่อมองไปข้างหน้า การวางโมเดลธุรกิจในอนาคตจะเป็นไปในรูปแบบ Subscription คือระบบสร้างรายได้หมุนเวียนเพื่อสร้างกลุ่มลูกค้ารายได้ประจำให้กับธุรกิจ</p>
<p>โดยสร้างความต้องการใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มความถี่ในการเข้ารับบริการ เช่น Tele-Medicine บริการการแพทย์ทางไกล รวมทั้งศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นอีกแนวทางที่สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับธุรกิจในระยะยาว และด้วยระบบดูแลสุขภาพของไทยติดอันดับ Top 5 ของโลก และมีต้นทุนค่ารักษาพยาบาลที่สามารถแข่งขันได้</p>
<p><strong>นอกจากนี้ โรงพยาบาลไทยยังมีมาตรฐานระดับโลก บุคลากรทางการแพทย์ที่เก่งและมีการบริการที่ดี จึงมั่นใจได้ว่าประเทศไทยมีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะเป็น Medical Hub ได้อย่างแน่นอน </strong></p>
<p>ที่มา BrandInside</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com/finbiz-by-ttb-thai-healt-care/">เศรษฐกิจโลกชะลอตัว เศรษฐกิจไทยโตช้า แต่ ‘ธุรกิจเฮลท์แคร์’ ยังมีโอกาส เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติ และคนไทย 32 ล้านคนที่อายุเกิน 40 ปีแล้ว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com"></a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไทย ติดอันดับ 5 ประเทศปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวมุสลิม ตามหลัง สิงคโปร์และฮ่องกง</title>
		<link>https://www.wearecp.com/thailand-destination-for-muslim-traveler/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=thailand-destination-for-muslim-traveler</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[System]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 04 Jul 2024 14:29:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News]]></category>
		<category><![CDATA[Trade Focus]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.wearecp.com/?p=113695</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผลการสำรวจดัชนีการท่องเที่ยวของชาวมุสลิมทั่วโลกประจำปี  [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com/thailand-destination-for-muslim-traveler/">ไทย ติดอันดับ 5 ประเทศปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวมุสลิม ตามหลัง สิงคโปร์และฮ่องกง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com"></a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-178000" src="https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/07/shutterstock_1714717747.jpg" sizes="(max-width: 2000px) 100vw, 2000px" srcset="https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/07/shutterstock_1714717747.jpg 2000w, https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/07/shutterstock_1714717747-300x200.jpg 300w, https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/07/shutterstock_1714717747-1024x682.jpg 1024w, https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/07/shutterstock_1714717747-768x512.jpg 768w, https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/07/shutterstock_1714717747-1536x1024.jpg 1536w, https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/07/shutterstock_1714717747-696x464.jpg 696w, https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/07/shutterstock_1714717747-1068x712.jpg 1068w, https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/07/shutterstock_1714717747-630x420.jpg 630w" alt="" width="2000" height="1333" /></p>
<p>ผลการสำรวจดัชนีการท่องเที่ยวของชาวมุสลิมทั่วโลกประจำปี 2024 (The Mastercard-Crescent Rating Global Muslim Travel Index หรือ GMTI 2024) ระบุว่า ประเทศไทยยังคงรักษาตำแหน่งในการเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวมุสลิม โดยจัดอยู่ในอันดับที่ห้าในหมวดหมู่ประเทศสำหรับกลุ่มประเทศที่ไม่ใช่มุสลิม (Non-OIC)</p>
<p>ตามรายงาน GMTI 2024 ประเทศไทยได้รับคะแนนดัชนีโดยรวมอยู่ที่ 52 คะแนน ตามหลังสิงคโปร์ที่มีคะแนนสูงสุดเป็นอันดับที่หนึ่งอยู่ 14 คะแนน และต่ำกว่าฮ่องกงที่รั้งอยู่ในอันดับที่สองเพียง 2 คะแนน สำหรับหมวดหมู่ Non-OIC ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการพัฒนาประเทศเพื่อยกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยวให้แก่นักท่องเที่ยวชาวมุสลิม ด้วยการเพิ่มตัวเลือกอาหารฮาลาลและการบูรณาการสิ่งอำนวยความสะดวกที่เป็นมิตรต่อชาวมุสลิม เช่น ห้องละหมาดตามสถานที่ท่องเที่ยว</p>
<p>ตามแผนของยุทศาสตร์  5 ปี ของกรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยในการมุ่งสู่การเป็น “ศูนย์กลางฮาลาล” ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในปีพ.ศ. 2570 โดยแผนดังกล่าวมุ่งเน้นไปที่การขยายอุตสาหกรรมฮาลาลของประเทศในภาคส่วนต่างๆ รวมถึงอาหาร เครื่องแต่งกาย การบริการ และการท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ การสร้างงาน และสนับสนุนชุมชนมุสลิมในท้องถิ่น ทำให้เห็นว่าประเทศไทยมีเป้าหมายที่จะรักษาตำแหน่งจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักเดินทางชาวมุสลิมทั่วโลกในการจัดอันดับ GMTI</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-178001" src="https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/07/GMTI.jpg" sizes="(max-width: 2030px) 100vw, 2030px" srcset="https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/07/GMTI.jpg 2030w, https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/07/GMTI-300x168.jpg 300w, https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/07/GMTI-1024x574.jpg 1024w, https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/07/GMTI-768x430.jpg 768w, https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/07/GMTI-1536x860.jpg 1536w, https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/07/GMTI-696x390.jpg 696w, https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/07/GMTI-1068x598.jpg 1068w, https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/07/GMTI-750x420.jpg 750w" alt="" width="2030" height="1137" /></p>
<p>“ประเทศไทยได้สร้างชื่อเสียงในการขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางหลักสำหรับนักเดินทางชาวมุสลิม และครองอันดับต้น ๆ ในรายงาน GMTI มานานหลายปี โดยข้อมูลเชิงลึกจากรายงาน GMTI ประจำปี 2024 นี้ได้เปิดโอกาสให้นักการท่องเที่ยวและหน่วยงานรัฐบาลจัดการบริการและข้อเสนอต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวชาวมุสลิมได้ดียิ่งขึ้น” <b>พิรุฬห์ โรจนกมลสันต์ รองประธานฝ่ายลูกค้าสถาบันการเงิน มาสเตอร์การ์ด (ประเทศไทย) กล่าว </b>“เนื่องจากประเทศไทยตั้งเป้าที่จะเป็น ‘ศูนย์กลางฮาลาล’ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้นควรมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงด้านการบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวชาวมุสลิม นอกจากนี้ การบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลในทุกด้านของการเดินทาง รวมถึงการชำระเงินที่ปลอดภัย ชาญฉลาด และเข้าถึงได้ ถือเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับกระบวนการดังกล่าว ด้วยโซลูชันการชำระเงินขั้นสูง มาสเตอร์การ์ดพร้อมให้การสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลเพื่อยกระดับประสบการณ์ในการเดินทางที่ดียิ่งขึ้นแก่นักเดินทางชาวมุสลิมในประเทศไทย</p>
<p>รายงาน GMTI ประจำปี 2024 ยังระบุว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเป็นภูมิภาคที่ได้รับความนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวมุสลิม โดยมาเลเซียและอินโดนีเซียครองอันดับต้น ๆ ของกลุ่มประเทศมุสลิม (OIC)3 และประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่ได้รับความนิยมที่สุดในกลุ่มประเทศที่ไม่ใช่มุสลิม (Non-OIC)</p>
<p>“เป็นเรื่องน่ายินดีที่ได้เห็นว่ากลุ่มประเทศในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถรักษาอันดับของตนไว้ได้ในรายงาน GMTI ปีนี้ อีกทั้งยังสามารถเพิ่มคะแนนโดยรวมของแต่ละประเทศ ซึ่งสิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มในการให้ความสำคัญกับนักท่องเที่ยวมุสลิม เห็นได้จากคะแนนเฉลี่ยในดัชนีที่เพิ่มขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์” <b>นายฟาซาล บาฮาร์ดีน ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ เครสเซนต์เรตติ้ง กล่าว </b></p>
<p>นอกจากนี้ ในรายงาน GMTI ยังระบุอีกว่า ตลาดการท่องเที่ยวมุสลิมมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในปีนี้ โดยมีการคาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวมุสลิมระหว่างประเทศถึง 168 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งสูงกว่าระดับก่อนการเกิดวิกฤตโควิด-19 ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ การเติบโตดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของตลาดนักท่องเที่ยวมุสลิม อันเนื่องมากจากการเติบโตของประชากรและเศรษฐกิจ การพัฒนาบริการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวฮาลาล รวมถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่มีการออกแบบขึ้นเพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางที่ดีสำหรับนักท่องเที่ยวมุสลิมโดยเฉพาะ เช่น แอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่ใช้ค้นหาร้านอาหารฮาลาล ค้นหาทิศทางละหมาดหรือกิบลัต (Qibla) และแจ้งเตือนเวลาละหมาด นอกจากนี้การเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยออกแบบประสบการณ์การเดินทางให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็ยังคงปฏิบัติตามหลักความเชื่อทางศาสนา</p>
<p>สำหรับรายงาน GMTI นับเป็นการจัดทำขึ้นเป็นปีที่เก้าแล้ว จากการวิเคราะห์ข้อมูลจากจุดหมายปลายทาง 145 จุดหมาย โดยใช้เกณฑ์ชี้วัด ACES อันได้แก่ 1. Access: การเข้าถึงหรือการเดินทางเข้าประเทศ 2.  Communications: การสื่อสารหรือการเข้าถึงกลุ่มตลาดและการสื่อสารไปยังตลาดกลุ่มเป้าหมาย 3. Environment: สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยว และ 4. Service: บริการหรือการให้ความช่วยเหลืออำนวยความสะดวกแก่นักเดินทางชาวมุสลิม ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป หลักเกณฑ์ต่างๆ เหล่านี้ได้พัฒนาไปตามความต้องการที่เปลี่ยนแปลงของนักท่องเที่ยวมุสลิม ซึ่งปีนี้เองก็ได้มีการเพิ่มเกณฑ์ใหม่เกี่ยวกับความพร้อมของสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการสำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวคนพิการในตัวชี้วัด</p>
<p>ที่มา <strong>Brand Inside</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com/thailand-destination-for-muslim-traveler/">ไทย ติดอันดับ 5 ประเทศปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวมุสลิม ตามหลัง สิงคโปร์และฮ่องกง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com"></a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ตลาด EV ไทย มีโอกาสโตสุดในภูมิภาค เพราะฐานผลิตแข็งแรง &#8211; สภาพอากาศเอื้อ</title>
		<link>https://www.wearecp.com/trade-focus-ev-2024-07-01/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=trade-focus-ev-2024-07-01</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[System]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 01 Jul 2024 08:50:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News]]></category>
		<category><![CDATA[Trade Focus]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.wearecp.com/?p=113495</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปี 2023 เป็นปีทองของตลาดรถยนต์ EV ไทย เพราะยอดขายเติบโต [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com/trade-focus-ev-2024-07-01/">ตลาด EV ไทย มีโอกาสโตสุดในภูมิภาค เพราะฐานผลิตแข็งแรง &#8211; สภาพอากาศเอื้อ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com"></a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone wp-image-176485 size-full" src="https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/06/ev.jpeg" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" srcset="https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/06/ev.jpeg 1000w, https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/06/ev-300x200.jpeg 300w, https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/06/ev-768x513.jpeg 768w, https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/06/ev-696x465.jpeg 696w, https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/06/ev-629x420.jpeg 629w" alt="EV" width="1000" height="668" /></p>
<p>ปี 2023 เป็นปีทองของตลาดรถยนต์ EV ไทย เพราะยอดขายเติบโตมากกว่า 600% จากฐานอันน้อยนิดกลายมาเป็น EV กว่าแสนคันที่วิ่งอยู่บนท้องถนนไทย</p>
<p>แต่จำนวนกว่าแสนคัน คิดเป็นแค่ 12% ของรถยนต์ที่นั่งส่วนบุคคลในไทยเท่านั้น แล้วเท่าไรจึงจะเป็นเป้าหมายของการปักหมุดผู้ใช้ EV ในประเทศไทย</p>
<p>Brand Inside สรุปประเด็นจากเวที ‘EGAT EV: The Journey to Business Solutions’ ที่ ‘ผู้อยู่เบื้องหลังโครงการ’ และ ‘คุณคิม ชัชวาลย์ วัฒนะโชติ’ เจ้าของเพจ ‘Kim Property Live’ มาเล่าให้ทุกคนอ่านกัน</p>
<p>จากข้อมูลโดย ‘Rho Motion’ ภายในปี 2030 ประเทศผู้นำหลายๆ แห่งตั้งเป้าที่จะปรับสัดส่วนผู้ใช้งานรถยนต์ EV ต่อผู้ใช้งานรถธรรมดาไว้ดังนี้</p>
<ul>
<li aria-level="1">สหรัฐอเมริกาและแคนาดา 41%</li>
<li aria-level="1">จีน 60%</li>
<li aria-level="1">สหภาพยุโรป 64%</li>
</ul>
<p>เมื่อเห็นเช่นนี้แล้ว คำถามคือ ‘ประเทศไทย’ อยู่ตรงไหนของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า?</p>
<h3><b>ฐานผลิตรถยนต์ดั้งเดิม-อากาศร้อน เพิ่มโอกาส EV ไทย</b></h3>
<p>อย่างที่หลายๆ คนทราบดีว่าไทยเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องการผลิตยานยนต์ เพราะพวกเราติด 1 ใน 10 อันดับของประเทศที่ผลิตรถยนต์มากที่สุดในโลก โดยเราผลิตรถยนต์ไปกว่า 1.88 ล้านคันในปี 2022 และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 18% ต่อปี</p>
<p>ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศไทยเป็นอันดับ 1 ด้านการผลิตยานยนต์ในหมู่ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากข้อมูลในงาน ‘EGAT EV: The Journey to Business Solutions’ 50% ของรถยนต์และ 58.9% ของมอเตอร์ไซค์ทั่วอาเซียนถูกผลิตในไทย</p>
<p>ที่สำคัญ ด้วยสภาพอากาศของไทยที่เป็นเมืองร้อน การนำพลังงานแสงอาทิตย์มาเปลี่ยนเป็นไฟฟ้าจึงเป็นเรื่องที่เราทำได้ดี สูสีไม่แพ้ประเทศผู้นำอื่นๆ โดยทางรัฐบาลไทยก็ได้ปรับแผนให้กำลังการผลิตโซลาร์เซลล์เกิน 18,000 ล้านวัตต์ภายในปี 2036 เพิ่มจากปี 2023 ที่มีเพียง 3,186 ล้านวัตต์</p>
<p>ดังนั้น คุณคิม ชัชวาลย์ วัฒนะโชติ มองว่า “จากฐานผลิตที่แข็งแรงและลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่เอื้อต่อการปรับใช้พลังงานสะอาด <b>ประเทศไทยจึงมีโอกาสเติบโตมากในตลาดรถยนต์ EV และดูเป็นไปได้มากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”</b></p>
<p>สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน มองว่าจำนวนสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศจะเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด โดยคาดการณ์ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 30,000 แห่งภายในปี 2035</p>
<h3><b>การมาของตลาด EV จะให้อะไรกับเรา?</b></h3>
<p>แน่นอนว่าเมื่อประเทศไทยได้ครองส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ไฟฟ้า คนที่จะได้ผลประโยชน์ก็คงจะเป็นบรรดาผู้ผลิตและเจ้าของสถานีชาร์จตามจังหวัดต่างๆ</p>
<p>อย่างไรก็ตาม หากเรามองให้กว้างกว่านี้ การมาของตลาดรถยนต์ EV อาจให้อะไรมากกว่าที่คิด</p>
<ol>
<li aria-level="1"><b>ส่งเสริมอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์</b> เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้าคันหนึ่งต้องใช้ชิ้นส่วนมากกว่า 3,000 ชิ้น ดังนั้น หากมีโรงงานผลิตมาตั้งในไทย อุตสาหกรรมส่วนนี้ก็จะเติบโตตามไปด้วย</li>
<li aria-level="1"><b>พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า </b>เช่น หากร้านอาหารแห่งหนึ่งมีจุดชาร์จสำหรับรถยนต์ EV ด้วย ก็มีแนวโน้มว่าเจ้าของรถอาจเข้ามาใช้บริการร้านอาหารระหว่างรอการชาร์จแบต</li>
<li aria-level="1"><b>ส่งเสริมธุรกิจซอฟต์แวร์</b> เพราะในอนาคตรถยนต์ไฟฟ้าจะเปรียบเสมือนมือถือที่วิ่งได้ อาจมีการพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆ เช่น การไลฟ์สดโดยมีกล้องที่คมชัดไม่แพ้โทรศัพท์</li>
<li aria-level="1"><b>ส่งเสริมอุตสาหกรรมแบตเตอรีและระบบกักเก็บพลังงานอื่นๆ </b>เนื่องจากของพวกนี้ไม่ได้มีประโยชน์แค่กับรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่สามารถนำมาใช้ภายในครัวเรือนได้ด้วย</li>
<li aria-level="1"><b>ลดขยะและเสริมรายได้</b> เพราะแร่หลายๆ อย่างในแบตเตอรีรถยนต์ EV สามารถนำกลับมาใช้งานใหม่ นอกจากจะเป็นการลดขยะแล้ว ยังสามารถนำไปขายในราคาที่แพงกว่าขยะกล่องลังอีก</li>
</ol>
<p>ที่มา <a href="https://brandinside.asia/about">Brand Inside</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com/trade-focus-ev-2024-07-01/">ตลาด EV ไทย มีโอกาสโตสุดในภูมิภาค เพราะฐานผลิตแข็งแรง &#8211; สภาพอากาศเอื้อ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com"></a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่อผู้ใหญ่ยังสนุกกับความเป็นเด็ก เทรนด์ Kidult ดันธุรกิจของเล่นไทยโต ทำรายได้เกือบ 2 หมื่นล้าน เปิดเพิ่มร้อยกว่าแห่ง</title>
		<link>https://www.wearecp.com/kidult-toy-in-thailand/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=kidult-toy-in-thailand</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[System]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 27 Jun 2024 08:23:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News]]></category>
		<category><![CDATA[Trade Focus]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.wearecp.com/?p=113339</guid>

					<description><![CDATA[<p>ยิ่งเป็นผู้ใหญ่ก็ยิ่งคิดถึงวัยเด็ก ‘ธุรกิจของเล่น’ เติบ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com/kidult-toy-in-thailand/">เมื่อผู้ใหญ่ยังสนุกกับความเป็นเด็ก เทรนด์ Kidult ดันธุรกิจของเล่นไทยโต ทำรายได้เกือบ 2 หมื่นล้าน เปิดเพิ่มร้อยกว่าแห่ง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com"></a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-113343" src="https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/messageImage_1719384774080-scaled.jpg" alt="" width="2560" height="1600" srcset="https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/messageImage_1719384774080-scaled.jpg 2560w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/messageImage_1719384774080-840x525.jpg 840w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/messageImage_1719384774080-1600x1000.jpg 1600w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/messageImage_1719384774080-768x480.jpg 768w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/messageImage_1719384774080-1536x960.jpg 1536w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/messageImage_1719384774080-2048x1280.jpg 2048w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/messageImage_1719384774080-24x15.jpg 24w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/messageImage_1719384774080-36x23.jpg 36w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/messageImage_1719384774080-48x30.jpg 48w" sizes="(max-width: 2560px) 100vw, 2560px" /></p>
<p><b>ยิ่งเป็นผู้ใหญ่ก็ยิ่งคิดถึงวัยเด็ก ‘ธุรกิจของเล่น’ เติบโตดี เพราะผู้ใหญ่หลายคนยังสนุกกับความเป็นเด็ก สร้างรายได้กว่า 1.9 หมื่นล้านบาทและยังสามารถดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนได้ พร้อมๆ กันกับที่ของเล่นไทยสามารถสร้างมูลค่าการส่งออกได้ถึง 8 พันล้านบาท เรามาชวนทำความรู้จักเทรนด์ ‘Kidult’ และสำรวจธุรกิจของเล่นไทยที่กำลังไปได้ดี</b></p>
<h3><b>รู้จักเทรนด์ ‘Kidult’ ผู้ใหญ่ที่ยังสนุกกับความเป็นเด็ก</b></h3>
<p>เมื่อหลายปีก่อนผู้ใหญ่ที่ชอบเล่นของเล่นมักถูกมองไม่ดี แต่ไม่ใช่อีกแล้วสำหรับตอนนี้ เพราะเทรนด์ ‘Kidult’ ที่มาจากคำว่า Kid (เด็ก) + Adult (ผู้ใหญ่) หรือผู้ใหญ่ที่ยังสนุกกับความเป็นเด็ก ที่หมายความถึงผู้ใหญ่ที่ยังสนุกกับของเล่นหรือของสะสมที่หลายคนอาจจะมองว่าเหมือนกับของเล่นเด็ก</p>
<p>เพราะหลายๆ คนตอนยังเป็นเด็กก็อาจจะไม่มีสิทธิหรือไม่มีเงินเพียงพอจะซื้อของเล่นได้ตามที่ตัวเองต้องการ ทำให้เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ มีความสามารถ มีโอกาสได้เลือกซื้อของเล่นด้วยตัวเอง ประกอบกับ ‘ของเล่น’ หรือ ‘ของสะสม’ ใหม่ๆ ที่กลายเป็นกระแสอย่าง ‘Art Toy’ ก็ทำให้มีผู้ใหญ่หันมาสนใจของเล่นหรือของสะสมมากยิ่งขึ้น</p>
<h3><strong>กระแส Art Toy ดันของเล่นไทยไปต่อ</strong></h3>
<p>‘กรมพัฒนาธุรกิจการค้า’ วิเคราะห์ว่า กระแส Art Toy พุ่งสูงจากความน่าสนใจในการนำเอาศิลปะจากดีไซเนอร์นักวาดรูปมาผสมกับการตลาดยุคใหม่อย่างการจำกัดจำนวนการผลิตในแต่ละรุ่น สร้างคุณค่าให้สินค้าเป็นที่ต้องการ การบรรจุสินค้าอยู่ในกล่องสุ่มที่ผู้ซื้อต้องลุ้นว่าจะได้ตัวหายากหรือ Secret หรือไม่</p>
<p>โดยดีไซเนอร์นักวาดการ์ตูนของไทยก็ได้เข้าไป มีส่วนสำคัญในการสร้าง Art Toy ที่สะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยและสากล จนกลายเป็นที่ต้องการของ Kidult ในระดับโลกด้วยเช่นกัน</p>
<p>ประกอบกับ Influencer ที่เข้ามาอยู่ในกระแส ทำให้คนทั่วไปอยากจะมีตามบ้าง กลายเป็นกระแสนิยมในตลาดเกิดนักสะสมรุ่นใหม่และเก่า สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าตลอดเวลา และนำไปสู่วงจรการเติบโตอย่างเข้มแข็งในธุรกิจของเล่นในประเทศไทย</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-113342" src="https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/messageImage_1719384917867.jpg" alt="" width="2250" height="1500" srcset="https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/messageImage_1719384917867.jpg 2250w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/messageImage_1719384917867-840x560.jpg 840w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/messageImage_1719384917867-1600x1067.jpg 1600w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/messageImage_1719384917867-768x512.jpg 768w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/messageImage_1719384917867-1536x1024.jpg 1536w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/messageImage_1719384917867-2048x1365.jpg 2048w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/messageImage_1719384917867-24x16.jpg 24w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/messageImage_1719384917867-36x24.jpg 36w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/messageImage_1719384917867-48x32.jpg 48w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/messageImage_1719384917867-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 2250px) 100vw, 2250px" /></p>
<h3><b>ไทยมีธุรกิจ ‘ของเล่น’ เป็นพันแห่ง</b></h3>
<p>และล่าสุด ‘กรมพัฒนาธุรกิจการค้า’ ได้รายงาน <a href="https://www.dbd.go.th/news/120260667?fbclid=IwZXh0bgNhZW0CMTAAAR2JTvdtttADcSSFC95q-nXxvxQRDaXTvwD-k6ff_WvqtrO7CAtjn0hRcDk_aem_q0lGYSKdMlXd7oJBkI6e2Q">บทวิเคราะห์ธุรกิจ</a> พบว่า ‘ธุรกิจของเล่น’ ที่จดทะเบียนจัดตั้งมีจำนวนมากกว่าพันแห่งในประเทศไทย และมีทุนจดทะเบียนมากกว่า 5 พันล้านบาท โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้</p>
<p>‘ธุรกิจของเล่น’ มีนิติบุคคลในประเทศไทย 1,093 ราย</p>
<ul>
<li>ธุรกิจผลิต 238 ราย</li>
<li>ธุรกิจขาย 855 ราย</li>
</ul>
<p>‘ธุรกิจของเล่น’ มีมูลค่าทุนจดทะเบียนกว่า 5,692 ล้านบาท</p>
<ul>
<li>ธุรกิจผลิต 2,909 ล้านบาท</li>
<li>ธุรกิจขาย 2,782 ล้านบาท</li>
</ul>
<p>‘ธุรกิจของเล่น’ แบ่งเป็น</p>
<ul>
<li>บริษัทจำกัดจำนวน 935 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียน 5,517 ล้านบาท</li>
<li>ห้างหุ้นส่วน 158 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียนทั้งหมด 175 ล้านบาท</li>
</ul>
<p>ที่น่าสนใจ คือ ก่อนหน้านี้ ‘ธุรกิจของเล่น’ เองก็เจอปัญหาเหมือนหลายๆ ธุรกิจในช่วงโควิด-19 แต่ตอนนี้กลับมาพลิกฟื้นได้อย่างรวดเร็ว เพราะหลายปัจจัย โดยเฉพาะต่างชาตินิยมสั่งซื้อของเล่นจากผู้ผลิตไทยเพราะมีคุณภาพที่ดีเยี่ยม</p>
<p>จนในปี 2566 สามารถส่งออกไปสู่ต่างประเทศได้หลายประเทศ สร้างมูลค่าการส่งออกได้มากถึง 8,776 ล้านบาท และมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นต่อเนื่อง เพราะไทยมีข้อได้เปรียบด้านความสมบูรณ์และคุณภาพของวัตถุดิบอย่างไม้และยางพาราที่นิยมนำมาใช้ในการผลิตของเล่น</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-113344" src="https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/S__2121734.jpg" alt="" width="1108" height="1477" srcset="https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/S__2121734.jpg 1108w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/S__2121734-630x840.jpg 630w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/S__2121734-768x1024.jpg 768w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/S__2121734-18x24.jpg 18w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/S__2121734-27x36.jpg 27w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/S__2121734-36x48.jpg 36w" sizes="(max-width: 1108px) 100vw, 1108px" /></p>
<h3><b>ธุรกิจของเล่นโตเด่น จัดตั้งธุรกิจเพิ่ม 69% รายได้รวมเกือบสองหมื่นล้าน</b></h3>
<p>นอกจากนั้น ‘กรมพัฒนาธุรกิจการค้า’ ยังพบว่า ‘ธุรกิจของเล่น’ เติบโตโดดเด่น ทั้งสายการผลิตและการขาย ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2567 มีการจัดตั้งธุรกิจของเล่นใหม่ 57 ราย แบ่งเป็นผลิต 50 ราย และขาย 7 ราย ทั้งหมดเป็นธุรกิจขนาดเล็ก (S) มูลค่าทุนจดทะเบียนรวม 67 ล้านบาท</p>
<p>เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลย้อนหลัง 2 ปี พบว่า ในปี 2566 มีการจัดตั้งธุรกิจของเล่นจำนวน 120 ราย เพิ่มขึ้น 69% จากปี 2565 ขณะที่มูลค่าทุนจดทะเบียน 2,736.61 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% จากปี 2565</p>
<p>ตลอดปี 2566 ธุรกิจของเล่นสร้างรายได้รวม 19,677 ล้านบาท ทำกำไร 467 ล้านบาท</p>
<p>และ ‘กลุ่มขายของเล่น’ พลิกฟื้นธุรกิจพร้อมสร้างกำไรได้อย่างโดดเด่นจากขาดทุนในปี 2564</p>
<ul>
<li>ปี 2564 ขาดทุน 42.25 ล้านบาท</li>
<li>ปี 2565 กำไร 83.58 ล้านบาท</li>
<li>ปี 2566 กำไร 175.07 ล้านบาท</li>
</ul>
<p>สำหรับการลงทุนของต่างชาติใน ‘ธุรกิจของเล่น’ มีมูลค่าการลงทุนในไทย 10,068 ล้านบาท โดยประเทศที่เข้ามาลงทุน มากที่สุด 3 อันดับ คือ</p>
<ul>
<li>ฮ่องกง มูลค่าการลงทุน 989 ล้านบาท</li>
<li>จีน มูลค่าการลงทุน 784 ล้านบาท</li>
<li>ญี่ปุ่น มูลค่าการลงทุน 541 ล้านบาท</li>
</ul>
<h3><b>จิ๋วแต่แจ๋ว ธุรกิจของเล่น ไซส์เล็กโตดี</b></h3>
<p>‘อรมน ทรัพย์ทวีธรรม’ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เล่าว่า “ข้อมูลที่น่าสังเกตคือ ธุรกิจขนาดเล็ก (S) เป็นกลุ่มที่มีการจัดตั้งธุรกิจมากที่สุด จำนวน 1,024 ราย แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและโอกาสของ SME ในธุรกิจของเล่นที่ยังเปิดกว้างให้ธุรกิจขนาดเล็กเข้ามาลงทุนช่วงชิงตลาด</p>
<p>โดยจำนวนนี้เป็นกลุ่มขายมากถึง 804 ราย และผลิต 220 ราย สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบันที่จะเห็นได้ว่าตลาดของเล่นมีการซื้อขายอย่างคึกคักทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ”</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-113341" src="https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/S__2121732.jpg" alt="" width="1477" height="1108" srcset="https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/S__2121732.jpg 1477w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/S__2121732-840x630.jpg 840w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/S__2121732-320x240.jpg 320w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/S__2121732-768x576.jpg 768w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/S__2121732-350x262.jpg 350w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/S__2121732-24x18.jpg 24w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/S__2121732-36x27.jpg 36w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/S__2121732-48x36.jpg 48w" sizes="(max-width: 1477px) 100vw, 1477px" /></p>
<p>ที่มา Brand Inside</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com/kidult-toy-in-thailand/">เมื่อผู้ใหญ่ยังสนุกกับความเป็นเด็ก เทรนด์ Kidult ดันธุรกิจของเล่นไทยโต ทำรายได้เกือบ 2 หมื่นล้าน เปิดเพิ่มร้อยกว่าแห่ง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com"></a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ธปท. ระบุสัญญาณ ศก. ไทยดีขึ้นจากแรงขับเคลื่อนอุปสงค์ในประเทศ &#8211; ท่องเที่ยว ส่งออกฟื้น H2/67</title>
		<link>https://www.wearecp.com/trade-focus-2024-06-26/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=trade-focus-2024-06-26</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[System]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 26 Jun 2024 07:30:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News]]></category>
		<category><![CDATA[Trade Focus]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.wearecp.com/?p=113301</guid>

					<description><![CDATA[<p>น.ส.ปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com/trade-focus-2024-06-26/">ธปท. ระบุสัญญาณ ศก. ไทยดีขึ้นจากแรงขับเคลื่อนอุปสงค์ในประเทศ &#8211; ท่องเที่ยว ส่งออกฟื้น H2/67</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com"></a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-113302" src="https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/15EB923320D198BE8F30DDDA266F26E3-1024x502-1.jpg" alt="" width="1024" height="502" srcset="https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/15EB923320D198BE8F30DDDA266F26E3-1024x502-1.jpg 1024w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/15EB923320D198BE8F30DDDA266F26E3-1024x502-1-840x412.jpg 840w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/15EB923320D198BE8F30DDDA266F26E3-1024x502-1-768x377.jpg 768w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/15EB923320D198BE8F30DDDA266F26E3-1024x502-1-24x12.jpg 24w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/15EB923320D198BE8F30DDDA266F26E3-1024x502-1-36x18.jpg 36w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/15EB923320D198BE8F30DDDA266F26E3-1024x502-1-48x24.jpg 48w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h4><strong>น.ส.ปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2567 และแนวโน้มในปี 2568 ว่า ธปท. คาดว่าในปี 2567 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ราว 2.6% ซึ่งภาพรวมของเศรษฐกิจไทยปีนี้ มีแนวโน้มขยายตัวได้จากอุปสงค์ในประเทศ รวมทั้งภาคการท่องเที่ยว ซึ่งคาดว่าปีนี้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ จะอยู่ที่ 35.5 ล้านคน</strong></h4>
<p>นอกจากนี้ แรงส่งเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ยังมาจากการใช้จ่ายภาครัฐ ที่ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2567 เริ่มมีผลบังคับใช้ได้ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 ทำให้ภาครัฐสามารถเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณได้มากขึ้น อีกทั้งเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวในภาคการผลิต และการส่งออกบางหมวดสินค้า อย่างไรก็ดี ยังคงมีความไม่แน่นอน ซึ่งต้องติดตามพัฒนาการในระยะต่อไป</p>
<h4><strong>ส่งออกทยอยฟื้น H2/67 ตามอุปสงค์โลก</strong></h4>
<p>น.ส.ปราณี คาดว่าในปีนี้ การส่งออกของไทย จะขยายตัวได้ 1.8% โดยสินค้าส่งออกที่ยังมีอนาคตดี ได้แก่ สินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (ไม่รวมฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ) แต่การส่งออกสินค้าในกลุ่มยานยนต์ และ solar cells ยังมีความเสี่ยงเพิ่มเติม ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมมีสัญญาณ bottom out หรือฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดมาแล้ว แต่การฟื้นตัวของแต่ละกลุ่มสินค้ายังไม่เท่ากัน เนื่องจากปัจจัยเชิงวัฎจักรและปัจจัยเชิงโครงสร้าง ได้แก่ ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ, สิ่งทอ-เครื่องนุ่งห่ม, ปิโตรเคมี และเหล็กขั้นมูลฐาน เป็นต้น</p>
<blockquote><p>“การส่งออก และการผลิตแม้จะยังเติบโตต่ำ จากปัญหาเชิงโครงสร้างในเรื่องขีดความสามารถทางการแข่งขัน แต่คาดว่าตั้งแต่ครึ่งปีหลัง การส่งออกจะทยอยดีขึ้น จากอุปสงค์โลกที่ฟื้นตัว และวัฎจักรอิเล็กทรอนิกส์ แต่ก็ยังต้องเผชิญกับการแข่งขันจากสินค้าจีน…แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า จะมีความสมดุลมากขึ้น จากการใช้จ่ายภาครัฐ และการส่งออกที่กลับมาดีขึ้น”<cite> น.ส.ปราณี กล่าว</cite></p></blockquote>
<p>ทั้งนี้ ธปท.ยังเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยในแต่ละไตรมาสที่เหลือของปีนี้ จะทยอยฟื้นตัวได้ดีขึ้นจากไตรมาสแรกที่ขยายตัวได้ 1.5% โดยคาดว่า เศรษฐกิจไตรมาส 2 จะขยายตัวได้ราว 2% ส่วนไตรมาส 3 ขยายตัวได้ราว 3% และไตรมาส 4 จะขยายตัวได้ราว 4% และคาดว่าในปี 2568 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 3.0% ใกล้เคียงกับระดับศักยภาพ ขณะที่การส่งออก คาดว่าขยายตัวได้ 2.6%</p>
<h4><strong>เงินเฟ้อกลับเข้ากรอบเป้าหมาย Q4/67 คาดขยับสูงกว่า 1%</strong></h4>
<p>นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวถึงสถานการณ์เงินเฟ้อของไทยว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) มีแนวโน้มทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปีนี้ ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในระดับที่มากกว่า 1% โดยทั้งปีนี้คาดว่าเงินเฟ้อจะเฉลี่ยอยู่ที่ 0.6% ส่วนปี 2568 อยู่ที่ 1.3% และอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง อยู่ในระดับที่สอดคล้องกับเป้าหมาย</p>
<p>พร้อมมองว่า กรอบเงินเฟ้อที่ 1.3% ช่วยยึดเหนี่ยวเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ในช่วงปี 2565 ประเทศไทยประสบกับภาวะเงินเฟ้อสูง แต่เงินเฟ้อของไทยก็สามารถปรับลดลงได้เร็วเมื่อเทียบกับต่างประเทศ</p>
<p>ด้านภาวะการเงิน และเสถียภาพระบบการเงินนั้น พบว่า กลไกสินเชื่อในภาพรวมทำงานได้ปกติ สินเชื่อธุรกิจโดยรวมขยายตัวได้ ขณะที่สนเชื่อภาคครัวเรือนขยายตัวชะลอลง ส่วนกระบวนการปรับลดสัดส่วนหนี้ต่อรายได้ (Debt deleveraging) ยังดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่คุณภาพสินเชื่ออาจด้อยลงบ้างตามที่เคยประเมินไว้ ทั้งนี้ ยังต้องติดตามคุณภาพสินเชื่อของครัวเรือนที่มีรายได้น้อย และธุรกิจ SMEs ในบางกลุ่ม</p>
<p>นายสุรัช กล่าวว่า การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจการเงินในภาพรวม จะต้องมีการผสมผสานเครื่องมืออย่างเหมาะสม ซึ่งจะทำให้ช่วยแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด อีกทั้งช่วยลดการพึ่งพาเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งมากเกินไป จนอาจสร้างผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ พร้อมย้ำว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับปัจจุบันที่ 2.50% มีความสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจ และเงินเฟ้อ รวมทั้งยังเอื้อต่อการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว</p>
<p>ทั้งนี้ กลยุทธ์ในการดำเนินนโยบายการเงินนั้น จะต้องดูแลให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างยั่งยืน เงินเฟ้อปานกลางอยู่ในกรอบเป้าหมาย ลดการสะสมความเสี่ยงในระบบการเงิน รวมทั้งสามารถรองรับความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจจะกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นด้านบวกหรือด้านลบ เช่น การใช้จ่ายภาครัฐ, นโยบายเศรษฐกิจ-การเงินของประเทศหลัก และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ เป็นต้น</p>
<p>ส่วนกรณีที่มีข้อเสนอเรื่องการปรับกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อให้สูงขึ้นจากระดับปัจจุบันที่ 1-3% เพื่อให้มี room มากขึ้นในการทำนโยบายการเงินนั้น นายสุรัช ให้ความเห็นว่า เรื่องเงินเฟ้อเป็นเรื่องที่ต้องระวัง ที่ผ่านมา ระดับราคาสินค้าได้เพิ่มขึ้นมากแล้วตั้งแต่หลังโควิด การจะปล่อยให้เงินเฟ้อต่อปีสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ จะเป็นการทำลาย Disposable income ของครัวเรือน เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจไทย มีทั้งกลุ่มเปราะบาง มีทั้งภาคธุรกิจ ถ้าต้นทุนสูงขึ้น จะทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไม่ smooth เท่าที่ควร ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องพึงระวังในระยะยาว</p>
<blockquote><p>“นโยบายการเงินของไทย มีความตั้งใจจะรักษาเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมาย ซึ่งที่ผ่านมา กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อนี้ทำหน้าที่ได้ดี หากเราไป trigger ก็จะทำให้หลุดลอยไปจาก regime ของเราที่ดีอยู่แล้ว และเงินเฟ้อในปัจจุบันก็มีแนวโน้มที่จะเข้าเป้ากรอบเป้าหมายอยู่แล้ว dynamic ของเงินเฟ้อระยะสั้นไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะมีช็อคต่าง ๆ เข้ามาได้ แต่สิ่งสำคัญ คือ การคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางของเรายังอยู่ในเกณฑ์ดี กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ ยังทำหน้าที่ได้ดี”<cite> นายสุรัช กล่าว</cite></p></blockquote>
<p>ที่มา สำนักข่าวอินโฟเควสท์</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com/trade-focus-2024-06-26/">ธปท. ระบุสัญญาณ ศก. ไทยดีขึ้นจากแรงขับเคลื่อนอุปสงค์ในประเทศ &#8211; ท่องเที่ยว ส่งออกฟื้น H2/67</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com"></a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ต่างชาติหอบเงินลงทุนในไทย 5 เดือนแรกปีนี้ กว่า 7 หมื่น ลบ. ญี่ปุ่นครองแชมป์</title>
		<link>https://www.wearecp.com/trade-focus-2024-06-24/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=trade-focus-2024-06-24</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[System]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 24 Jun 2024 07:48:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News]]></category>
		<category><![CDATA[Trade Focus]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.wearecp.com/?p=113207</guid>

					<description><![CDATA[<p>นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com/trade-focus-2024-06-24/">ต่างชาติหอบเงินลงทุนในไทย 5 เดือนแรกปีนี้ กว่า 7 หมื่น ลบ. ญี่ปุ่นครองแชมป์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com"></a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="size-full wp-image-113208" src="https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/finance-money-technology-background-concept-business-prosperity-asset-Large.jpeg" alt="" width="1280" height="807" srcset="https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/finance-money-technology-background-concept-business-prosperity-asset-Large.jpeg 1280w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/finance-money-technology-background-concept-business-prosperity-asset-Large-840x530.jpeg 840w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/finance-money-technology-background-concept-business-prosperity-asset-Large-768x484.jpeg 768w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/finance-money-technology-background-concept-business-prosperity-asset-Large-24x15.jpeg 24w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/finance-money-technology-background-concept-business-prosperity-asset-Large-36x23.jpeg 36w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/finance-money-technology-background-concept-business-prosperity-asset-Large-48x30.jpeg 48w" sizes="(max-width: 1280px) 100vw, 1280px" /></p>
<p><strong>นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ ( ม.ค.  &#8211;  พ.ค.67 ) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 317 ราย โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 85 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) จำนวน 232 ราย เม็ดเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 71,702 ล้านบาท มีการจ้างงานคนไทย 1,212 คน</strong></p>
<p>โดยชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่</p>
<p><strong>1. ญี่ปุ่น จำนวน 84 ราย คิดเป็น 26% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุนรวม 40,214 ล้านบาท โดยลงทุนในธุรกิจเกี่ยวกับ</strong></p>
<ul>
<li>ธุรกิจโฆษณา</li>
<li>ธุรกิจบริการวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับการผลิตคอมพาวด์ โพลิเมอร์</li>
<li>ธุรกิจบริการเคลือบผิว (SURFACE TREATMENT)</li>
<li>ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจำหน่าย และ/หรือให้บริการ เช่น ระบบควบคุมการผลิตในโรงงาน และระบบจัดการคลังสินค้า เป็นต้น</li>
<li>ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า (ชุดเกียร์สำหรับยานพาหนะและชิ้นส่วนชุดเกียร์/ AIR COMPRESSOR/ ชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์และยานพาหนะ)</li>
</ul>
<p><strong>2. สิงคโปร์ จำนวน 51 ราย คิดเป็น 16% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย มีเงินลงทุน 5,189 ล้านบาท ลงทุนในธุรกิจ เช่น</strong></p>
<ul>
<li>ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การให้คำปรึกษาแนะนำในการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรและซอฟต์แวร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต การให้บริการติดตั้งเครื่องจักร และการแก้ไขปัญหา เพื่อลดการขัดข้องของเครื่องจักร เป็นต้น</li>
<li>ธุรกิจโฆษณา โดยการให้ใช้พื้นที่บนเว็บไซต์</li>
<li>ธุรกิจบริการด้านการออกแบบและพัฒนาโปรแกรมซอฟต์แวร์ (Software) ที่ใช้สำหรับจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจ</li>
<li>ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์ ซึ่งเป็นการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจำหน่าย, และ/หรือ ให้บริการ เช่น ซอฟต์แวร์จัดการร้านอาหารและสั่งอาหาร เป็นต้น</li>
<li>ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า (เครื่องใช้ไฟฟ้า/ ชิ้นส่วนยานพาหนะ/ แม่พิมพ์)</li>
</ul>
<p><strong>3. สหรัฐอเมริกา จำนวน 50 ราย คิดเป็น 16% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติ มีเงินลงทุน 1,196 ล้านบาท ลงทุนในธุรกิจ เช่น</strong></p>
<ul>
<li>ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม</li>
<li>ธุรกิจค้าปลีกสินค้า (เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย/ เครื่องมือแพทย์/ เครื่องจักรที่ใช้ในงานอุตสาหกรรม)</li>
<li>ธุรกิจโฆษณา</li>
<li>ธุรกิจบริการให้คำปรึกษาและแนะนำในการประกอบธุรกิจ เช่น การบริหารจัดการธุรกิจ, การบริหารทรัพยากรบุคคล และการจัดการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นต้น</li>
<li>ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า (พวงมาลัยรถยนต์/ DRUM BRAKE ASSEMBLY)</li>
</ul>
<p><strong>4. จีน จำนวน 38 ราย คิดเป็น 12% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติ มีเงินลงทุน 5,485 ล้านบาท ลงทุนในธุรกิจประเภท</strong></p>
<ul>
<li>ธุรกิจบริการที่ให้แก่บริษัทในเครือ หรือบริษัทในกลุ่ม (บริการให้เช่าพื้นที่อาคารโรงงาน)</li>
<li>ธุรกิจการจัดหาจัดซื้อ วัตถุดิบ ชิ้นส่วนและส่วนประกอบสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ เช่นอุตสาหกรรมเหล็กหรืออุตสาหกรรมที่ใช้เหล็กเป็นส่วนประกอบเพื่อค้าส่งในประเทศ เป็นต้น</li>
<li>ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจำหน่าย และ/หรือให้บริการเช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูลจากการสนทนา ระบบตอบกลับสนทนาอัตโนมัติ เป็นต้น</li>
<li>ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า (โฟมสำหรับยานพาหนะ/ โลหะหล่อขึ้นรูป/ ชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์)</li>
<li>ธุรกิจบริการให้ใช้ช่วงสิทธิแฟรนไชส์ (Franchising) เพื่อประกอบธุรกิจการขายอาหารและเครื่องดื่ม</li>
</ul>
<p><strong>5. ฮ่องกง จำนวน 28 ราย คิดเป็น 9% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย มีเงินลงทุน 12,048 ล้านบาท ลงทุนในธุรกิจเกี่ยวกับ</strong></p>
<ul>
<li>ธุรกิจค้าปลีกสินค้า (เครื่องฉีดขึ้นรูป/ ฟิล์มไวแสง)</li>
<li>ธุรกิจบริการระบบซอฟต์แวร์ฐาน (SOFTWARE PLATFORM) ซึ่งเป็นการให้บริการแพลตฟอร์มกลาง ในการจัดการและเชื่อมโยงข้อมูลผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยว</li>
<li>ธุรกิจบริการออกแบบทางวิศวกรรม ก่อสร้าง ติดตั้ง ทดสอบการใช้งานระบบ การซ่อมแซม บำรุงรักษาแผงโซล่าเซลล์และอุปกรณ์ต่างๆ เกี่ยวกับระบบผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์</li>
<li>ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า (แม่พิมพ์/ เลนส์ เลนส์สัมผัส (Contact Lens) กรอบแว่นตา แว่นตา/ ชิ้นส่วนสำหรับผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์)</li>
<li>ธุรกิจบริการ CLOUD SERVICES โดยเป็นการให้บริการในด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (INFRASTRUCTURE-AS-A-SERVICE)</li>
</ul>
<p><strong>อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า</strong> กล่าวเพิ่มเติมว่า การเข้ามาประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติในประเทศไทยช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมข้างต้น มีส่วนช่วยในการถ่ายทอดเทคโนโลยี และทักษะการทำงานขั้นสูงให้กับแรงงานไทย ซึ่งเป็นองค์ความรู้เฉพาะด้านจากประเทศที่เข้ามาลงทุน ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้เกี่ยวกับการใช้ระบบบริหารจัดการทรัพยากรทางการเงิน องค์ความรู้เกี่ยวกับการทำการตลาดผ่านสื่อดิจิทัลรูปแบบใหม่ องค์ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการ Hybrid Cloud และ Multi Cloud รวมไปถึงองค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีควบคุมอุณหภูมิของเครื่องทำความเย็นที่ใช้ติดตั้งกับรถขนส่งขนาดเล็ก เป็นต้น</p>
<p>ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน พบว่า การอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทยในปี 2567 เพิ่มขึ้นจากปี 2566 จำนวน 43 ราย คิดเป็น 16% และมีมูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้น 26,310 ล้านบาท คิดเป็น 58%ในขณะที่มีการจ้างงานคนไทยลดลง 1,787 ราย คิดเป็น 60% (ม.ค.-พ.ค.67 จ้างงาน 1,212 คน/ ม.ค.-พ.ค.66 จ้างงาน 2,999 คน) โดยจำนวนนักลงทุนที่เข้ามาสูงสุด ยังคงเป็นนักลงทุนญี่ปุ่นเช่นเดียวกับปีก่อน</p>
<p><strong>*ต่างชาติลงทุน 5 อันดับแรก ในพื้นที่ EEC</strong></p>
<p>สำหรับการลงทุนในพื้นที่ EEC ของนักลงทุนชาวต่างชาติในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2567 มีชาวต่างชาติสนใจลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 99 ราย คิดเป็น 31% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน จำนวน 51 ราย หรือเพิ่มขึ้น 106% และมีมูลค่าการลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 18,224 ล้านบาท คิดเป็น 25% ของเงินลงทุนทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 8,782 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 93%</p>
<p>ทั้งนี้ เป็นนักลงทุนจากญี่ปุ่น 31 ราย ลงทุน 3,523 ล้านบาท, จีน 19 ราย ลงทุน 1,803 ล้านบาท, ฮ่องกง 11 ราย ลงทุน 5,005 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 38 ราย ลงทุน 7,893 ล้านบาท โดยธุรกิจที่ลงทุน เช่น</p>
<p>1. ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม โดยเป็นการออกแบบทางวิศวกรรมสำหรับระบบต่างๆ ภายในโรงงานอุตสาหกรรม เช่น ระบบไฟฟ้า ระบบทำน้ำเย็น และระบบปรับอากาศ เป็นต้น</p>
<p>2. ธุรกิจบริการออกแบบชิ้นส่วนยานยนต์ประเภทเข็มขัดนิรภัย ถุงลมนิรภัย</p>
<p>3. ธุรกิจบริการให้ใช้แอปพลิเคชันสำหรับเชื่อมต่อกับระบบบริการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตและเดบิตของผู้ให้บริการทางการเงิน</p>
<p>4. ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า (ชุดเกียร์สำหรับยานพาหนะและชิ้นส่วนชุดเกียร์, ชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์, ชิ้นส่วนโลหะ เป็นต้น)</p>
<p>5. ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจำหน่าย และ/หรือให้บริการ เช่น ระบบควบคุมการผลิตในโรงงาน และระบบจัดการคลังสินค้า เป็นต้น</p>
<p>ที่มา สำนักข่าวอินโฟเควสท์</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com/trade-focus-2024-06-24/">ต่างชาติหอบเงินลงทุนในไทย 5 เดือนแรกปีนี้ กว่า 7 หมื่น ลบ. ญี่ปุ่นครองแชมป์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com"></a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ก.ท่องเที่ยวฯ ตั้งเป้าโกยรายได้ถ่ายหนัง ตปท. 7,500 ลบ. ปลื้มซีรีย์ดังปักหลักถ่ายทำในไทย</title>
		<link>https://www.wearecp.com/trade-focus-2024-06-23/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=trade-focus-2024-06-23</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[System]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 23 Jun 2024 13:53:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News]]></category>
		<category><![CDATA[Trade Focus]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.wearecp.com/?p=113129</guid>

					<description><![CDATA[<p>นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com/trade-focus-2024-06-23/">ก.ท่องเที่ยวฯ ตั้งเป้าโกยรายได้ถ่ายหนัง ตปท. 7,500 ลบ. ปลื้มซีรีย์ดังปักหลักถ่ายทำในไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com"></a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ให้การต้อนรับ Mr.Scott Schaeffer Senior Vice President, HBO Production – The White Lotus S3 ซีรีย์กระแสดังระดับโลก และกวาดรางวัล Emmy Award ซึ่งได้เดินทางเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทย ตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา</p>
<p>โดยเชื่อมั่นว่า เมื่อภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉาย จะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวตามรอยสถานที่ถ่ายทำ สร้างรายได้ให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเกิดการจ้างงาน และการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวต่อไปในอนาคตโดย</p>
<p>ด้าน Mr.Scott Schaeffer Senior Vice President HBO Production กล่าวว่า ประทับใจความเป็นมืออาชีพของทีมงานไทย ได้รับการอำนวยความสะดวกจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง รวมถึงประชาชนในพื้นที่ถ่ายทำ ทำให้การถ่ายทำประสบความสำเร็จ อีกทั้งเห็นว่าสถานที่การถ่ายทำภาพยนตร์ของประเทศไทย มีความสวยงามระดับโลก จากทัศนียภาพบนเกาะสมุย และเกาะภูเก็ต รวมทั้งเกาะต่าง ๆ ในอ่าวไทย</p>
<p>พร้อมระบุว่า การตัดสินใจเข้ามาลงทุนถ่ายทำซีรีย์ในประเทศไทยครั้งนี้ เป็นผลจากมาตรการการคืนเงิน (Incentive) เป็นหลัก ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากบริษัท HBO และ Warner Bros. ว่ามาตรการการคืนเงินของไทยยังคงดีที่สุดในเอเชีย</p>
<p>นายเสริมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลเล็งเห็นความสำคัญของการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ ซึ่งนอกจากจะสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยแล้ว ภาพยนตร์ต่างประเทศ ยังมีส่วนสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาท่องเที่ยวตามรอยสถานที่ต่างๆ ที่เป็นโลเคชั่นของภาพยนตร์ รวมถึงตามรอยนักแสดงชื่อดัง</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter wp-image-408349 size-full entered litespeed-loaded" src="https://www.infoquest.co.th/wp-content/uploads/2024/06/8ABA30ECA99F55DBA7062C75A8F17301.jpg" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" srcset="https://www.infoquest.co.th/wp-content/uploads/2024/06/8ABA30ECA99F55DBA7062C75A8F17301.jpg 750w, https://www.infoquest.co.th/wp-content/uploads/2024/06/8ABA30ECA99F55DBA7062C75A8F17301-189x300.jpg 189w, https://www.infoquest.co.th/wp-content/uploads/2024/06/8ABA30ECA99F55DBA7062C75A8F17301-644x1024.jpg 644w" alt="" width="750" height="1192" data-lazyloaded="1" data-src="https://www.infoquest.co.th/wp-content/uploads/2024/06/8ABA30ECA99F55DBA7062C75A8F17301.jpg" data-srcset="https://www.infoquest.co.th/wp-content/uploads/2024/06/8ABA30ECA99F55DBA7062C75A8F17301.jpg 750w, https://www.infoquest.co.th/wp-content/uploads/2024/06/8ABA30ECA99F55DBA7062C75A8F17301-189x300.jpg 189w, https://www.infoquest.co.th/wp-content/uploads/2024/06/8ABA30ECA99F55DBA7062C75A8F17301-644x1024.jpg 644w" data-sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" data-ll-status="loaded" /></p>
<p>ซึ่งหลังจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ธุรกิจการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อปี 2566 ประเทศไทยมีรายได้จากกองถ่ายต่างประเทศ 6,753 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดนับแต่มีการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย และในปี 2567 ตั้งแต่มกราคม -พฤษภาคม ในระยะเวลาเพียง 5 เดือน ประเทศไทยมีภาพยนตร์เข้ามาถ่ายทำโดยมีมูลค่าสูงถึง 3,416 ล้านบาท</p>
<p>รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า รัฐบาลเชื่อมั่นว่าด้วยความหลายหลาก และสวยงามของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ถ่ายทำที่สวยงาม ศักยภาพทีมงานชาวไทยที่มีประสบการณ์ทำงานกับกองถ่ายระดับโลก การอำนวยความสะดวกของหน่วยงานภาครัฐ และที่สำคัญการมีมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำ (Incentive) ในรูปแบบการคืนเงิน 20% จะส่งผลให้กองถ่ายภาพยนตร์ต่างประเทศตัดสินใจเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น</p>
<p>โดยในปี 2567 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตั้งเป้ารายได้จากกองถ่ายภาพยนตร์ต่างประเทศ กว่า 7,500 ล้านบาท และหวังว่าจะเกิดกระแสการท่องเที่ยวตามรอยภาพยนตร์ระดับโลกที่เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทย และสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยอย่างมหาศาลต่อไป</p>
<p>ที่มา สำนักข่าวอินโฟเควสท์</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com/trade-focus-2024-06-23/">ก.ท่องเที่ยวฯ ตั้งเป้าโกยรายได้ถ่ายหนัง ตปท. 7,500 ลบ. ปลื้มซีรีย์ดังปักหลักถ่ายทำในไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com"></a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ททท. ปักหมุด 6 บิ๊กอีเวนต์ทั่วประเทศ ดันรายได้เข้าเป้าแตะ 3.5 ล้านลบ.</title>
		<link>https://www.wearecp.com/ignite-thailand-tourism-2024/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=ignite-thailand-tourism-2024</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[System]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 20 Jun 2024 14:30:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News]]></category>
		<category><![CDATA[Trade Focus]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.wearecp.com/?p=113029</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#160; น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com/ignite-thailand-tourism-2024/">ททท. ปักหมุด 6 บิ๊กอีเวนต์ทั่วประเทศ ดันรายได้เข้าเป้าแตะ 3.5 ล้านลบ.</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com"></a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="size-full wp-image-113030" src="https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/two-boxers-fight-with-martial-arts-muay-thai-Large.jpeg" alt="" width="1280" height="854" srcset="https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/two-boxers-fight-with-martial-arts-muay-thai-Large.jpeg 1280w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/two-boxers-fight-with-martial-arts-muay-thai-Large-840x560.jpeg 840w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/two-boxers-fight-with-martial-arts-muay-thai-Large-768x512.jpeg 768w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/two-boxers-fight-with-martial-arts-muay-thai-Large-24x16.jpeg 24w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/two-boxers-fight-with-martial-arts-muay-thai-Large-36x24.jpeg 36w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/two-boxers-fight-with-martial-arts-muay-thai-Large-48x32.jpeg 48w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/two-boxers-fight-with-martial-arts-muay-thai-Large-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 1280px) 100vw, 1280px" /></p>
<h3></h3>
<h3>น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ช่วงครึ่งหลังของปี 67 ททท. เตรียมกระตุ้นการท่องเที่ยวไทยด้วยการจัดกิจกรรมเทศกาลต่าง ๆ ในทุกเดือนตามนโยบาย “IGNITE THAILAND TOURISM” ทั้งในพื้นที่เมืองหลักและเมืองน่าเที่ยวทั่วประเทศ ภายใต้ความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและนอกอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจัดโปรโมชั่นพิเศษให้แก่นักท่องเที่ยว เพื่อให้ปี 67 เป็นปีท่องเที่ยวที่ยิ่งใหญ่ของประเทศไทย เกิดการเดินทางต่อเนื่องตลอดทั้งปี รวมทั้งช่วยส่งเสริมบรรยากาศการท่องเที่ยวให้เมืองไทยไม่หลับใหล พร้อมก้าวสู่ Tourism Hub ระดับโลก</h3>
<p><img decoding="async" class="aligncenter entered litespeed-loaded" src="https://www.infoquest.co.th/wp-content/uploads/2024/06/581F75D06947B7F26C89925F3781BC76.png" alt="" data-lazyloaded="1" data-src="https://www.infoquest.co.th/wp-content/uploads/2024/06/581F75D06947B7F26C89925F3781BC76.png" data-ll-status="loaded" /></p>
<ul>
<li>
<h3><strong>เสิร์ฟ 6 บิ๊กอีเวนต์ ทั้งมิติอาหาร ดนตรี กีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม</strong></h3>
</li>
</ul>
<p>โดยในเดือนก.ค.-ธ.ค. ที่กำลังจะมาถึงนี้ ททท. เตรียมเสิร์ฟ “สุขทันทีที่เที่ยวไทย” ให้กับนักท่องเที่ยวด้วย 6 บิ๊กอีเวนต์ที่ ททท. ดำเนินการเอง ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบที่จะเข้ามาเติมเต็มประสบการณ์การท่องเที่ยวไทย ทั้งมิติของอาหาร ดนตรี กีฬา ศิลปะ วัฒนธรรมต่าง ๆ ดังนี้</p>
<p>1. กิจกรรม Amazing Food Festival 2024 มหกรรมอาหารที่มาพร้อมคอนเซปต์ “Good Food Good Vibes” ยกความโดดเด่นและเอกลักษณ์ของอาหารไทยมารังสรรค์เมนูโดยเชฟที่มีชื่อเสียง เพื่อนำไปสู่การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน พร้อมรวบรวมร้านอาหารชื่อดังจาก 5 ภูมิภาค กว่า 50 ร้าน มาไว้ภายในงานเดียว</p>
<p>โดยมีกำหนดจัดงานใน 3 พื้นที่ ได้แก่ จ.ภูเก็ต วันที่ 5-7 ก.ค. 67, จ.เชียงใหม่ วันที่ 20-22 ก.ค. 67 และจ.ประจวบคีรีขันธ์ วันที่ 10-12 ส.ค. 67</p>
<p>2. โครงการ “ศรัทธา” ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวสายบุญสายมู จัดกิจกรรม On Ground นำเสนอเรื่องราวของศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และพิธีกรรมต่าง ๆ ตามความเชื่อของแดนดินถิ่นอีสาน</p>
<p>โดยกำหนดจัดงานในวันที่ 19-21 ก.ค. 67 ณ จ.ขอนแก่น ยกไฮไลท์กิจกรรมต่าง ๆ มาสร้างประสบการณ์สายมูอย่างใกล้ชิด อาทิ โซนกิจกรรมความรู้เส้นทางสายบุญและสายมูเตลู, โซนตลาดมูเตลู, โซนศรัทธาแห่งพลังบุญ และโซนการแสดงทางวัฒนธรรมและดนตรีจากศิลปินที่มีชื่อเสียง เพื่อสร้างกระแสการเดินทางท่องเที่ยว เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวและวันพักค้าง รวมถึงเกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจฐานรากเพิ่มมากขึ้น</p>
<p>3. กิจกรรม Amazing Beach Life Festival กิจกรรมกระตุ้นการเดินทางช่วงโลว์ซีซั่นในแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลกับความหลากหลายของกิจกรรม BEACH LIFE อาทิ กิจกรรมกีฬาทางน้ำ ดนตรี ศิลปะที่อยู่ในกระแสความสนใจของนักท่องเที่ยว การออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากท้องถิ่น</p>
<p>โดยกำหนดจัดกิจกรรมใน 4 พื้นที่ ได้แก่ จ.ระยอง วันที่ 12-14 ก.ค. 67 จ.พังงา วันที่ 26-28 ก.ค. 67 จ.ภูเก็ต วันที่ 2-4 ส.ค. 67 และจ.สงขลา วันที่ 9-11 ส.ค. 67</p>
<p>4. กิจกรรม VIJIT 5 ภาค ปรากฎการณ์แห่งแสง เสียง และเทคนิคสมัยใหม่ ทั้ง Light Up, Projection Mapping, Installation Art, การแสดงศิลปวัฒนธรรม ที่จะสะท้อนความงดงามของวิถีชีวิต ภูมิปัญญาและประเพณีท้องถิ่นใน 5 ภูมิภาค</p>
<p>โดยปีนี้กำหนดจัดขึ้นใน 5 พื้นที่อัตลักษณ์ ได้แก่ จ.อุบลราชธานี วันที่ 13-21 ก.ค. 67, จ.ชลบุรี วันที่ 20-28 ก.ค. 67, จ.ประจวบคีรีขันธ์ วันที่ 17-25 ส.ค. 67, จ.ภูเก็ต วันที่ 24 ส.ค.-1 ก.ย. 67 และจ.พิษณุโลก วันที่ 7-15 ก.ย. 67</p>
<p>5. กิจกรรม AMAZING MUAY THAI EXPERIENCE เจาะลึกแหล่งกำเนิด “มวยไทย” มรดกทางวัฒนธรรมของชาติไทย ผ่านอัตลักษณ์มวยไทยโบราณ 4 สาย ที่มาแห่งฉายาหมัดหนักโคราช ฉลาดลพบุรี ท่าดีไชยา ไวกว่าท่าเสา สู่ 4 พื้นที่ต้นกำเนิด ได้แก่</p>
<p>– มวยไชยา วันที่ 2-4 ส.ค. 67 สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา ต.พุมเรียง อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี</p>
<p>– มวยท่าเสา วันที่ 16-18 ส.ค. 67 วัดใหญ่ท่าเสา ต.ท่าอิฐ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์</p>
<p>– มวยโคราช 6-8 ก.ย. 67 ลานเมรุพรหมทัต อ.พิมาย จ.นครราชสีมา</p>
<p>– มวยลพบุรี วันที่ 13-15 ก.ย. 67 จ.ลพบุรี</p>
<p>พร้อมด้วยกิจกรรมการแข่งขันชกมวยชิงรางวัล การสักยันต์เสริมมงคล การละเล่นพื้นบ้านเกี่ยวกับมวยไทย อาทิ มวยทะเล มวยตับจาก สนุกสนานกับตู้เกมส์เพิ่มทักษะมวยไทย การออกร้านอุปกรณ์มวย คอร์สเรียนมวยไทย การออกร้านจำหน่ายอาหารและการแสดงดนตรี</p>
<p>6. กิจกรรม Amazing Music Festival เทศกาลดนตรี ในวันที่ 30 ส.ค.-1 ก.ย. 67 จ.ชลบุรี รวบรวมศิลปินไทยและศิลปินที่มีฐานแฟนคลับในต่างประเทศมาขึ้นเวที ท่ามกลางบรรยากาศของพื้นที่จัดงานในรูปแบบ ART FESTIVAL เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพและกลุ่มความสนใจ Music Lover</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter entered litespeed-loaded" src="https://www.infoquest.co.th/wp-content/uploads/2024/06/232F674608A3B4B019B4E4CE485C90A7.png" alt="" data-lazyloaded="1" data-src="https://www.infoquest.co.th/wp-content/uploads/2024/06/232F674608A3B4B019B4E4CE485C90A7.png" data-ll-status="loaded" /></p>
<p>นอกจากนี้ ททท. ยังได้สนับสนุนการจัดกิจกรรมของทั้งภาครัฐ เอกชน ในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ อาทิ</p>
<p>– Bangsaen Grand Prix 3 – 7 กรกฎาคม 2567 จังหวัดชลบุรี</p>
<p>– ประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน วันที่ 7 – 9 กรกฎาคม 2567 จังหวัดเลย</p>
<p>– ประเพณีแห่เทียนพรรษา วันที่ 17 – 23 กรกฎาคม 2567 จังหวัดอุบลราชธานี</p>
<p>– พัทยามาราธอน 2024 วันที่ 20 – 21 กรกฎาคม 2567 จังหวัดชลบุรี</p>
<p>– งาน Lighting of Songkhla Lagoon 2024 วันที่ 25 – 28 กรกฎาคม 2567 จังหวัดสงขลา</p>
<p>– งานแข่งขันกีฬากระดานยืนพาย “THE ROUTE 97” วันที่ 26 – 28 กรกฎาคม 2567 จังหวัดกาญจนบุรี</p>
<p>– รายการ B – Quik Thailand Super Series 2024 วันที่ 23 – 25 สิงหาคม 2567 จังหวัดบุรีรัมย์</p>
<p>– การแข่งขันรถยนต์ทางเรียบรายการ PT Maxnitron Racing Series 2024 สนามที่ 2 วันที่ 29 สิงหาคม – 1 กันยายน 2567 จังหวัดบุรีรัมย์</p>
<p>– งานแข่งขันกีฬาจักรยานเขื่อนภูมิพลเสือหมอบ เสือภูเขา สิงหาพาแม่เที่ยว ครั้งที่ 21 วันที่ 24 สิงหาคม 2567 จังหวัดตาก</p>
<p>– Boardriders Surf Festival 2023 วันที่ 31 สิงหาคม – 1 กันยายน 2567 จังหวัดภูเก็ต</p>
<p>– งานประเพณีแข่งขันเรือยาวจังหวัดพิจิตรชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ วันที่ 2 – 3 กันยายน 2567 จังหวัดพิจิตร</p>
<p>– CHIANG MAI 22K 2024 วันที่ 8 กันยายน 2567 จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ทั้งนี้ ททท. เชื่อมั่นว่าการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวต่าง ๆ ตั้งแต่ช่วง Green Season นี้ จะมีนัยสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยผลักดันให้มุ่งสู่เป้าหมายท้าทายของรัฐบาลสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว จำนวน 3.5 ล้านล้านบาทภายในปี 2567</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com/ignite-thailand-tourism-2024/">ททท. ปักหมุด 6 บิ๊กอีเวนต์ทั่วประเทศ ดันรายได้เข้าเป้าแตะ 3.5 ล้านลบ.</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com"></a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ภัยแล้ง &#8211; ร้อนจัด! ทำผลผลิตทุเรียนไทยปี 67 ลดลง 18% มากสุดในรอบ 15 ปี</title>
		<link>https://www.wearecp.com/durian-cis3506-fb-14-06-2024/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=durian-cis3506-fb-14-06-2024</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[System]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 17 Jun 2024 08:42:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News]]></category>
		<category><![CDATA[Trade Focus]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.wearecp.com/?p=112799</guid>

					<description><![CDATA[<p>​ฤดูทุเรียนอยู่ในเม.ย.-ส.ค.2024 คาดมีผลผลิตรวมลดลง 18%Y [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com/durian-cis3506-fb-14-06-2024/">ภัยแล้ง &#8211; ร้อนจัด! ทำผลผลิตทุเรียนไทยปี 67 ลดลง 18% มากสุดในรอบ 15 ปี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com"></a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="size-full wp-image-112802" src="https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/durian-market-1-scaled.jpg" alt="" width="2560" height="1707" srcset="https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/durian-market-1-scaled.jpg 2560w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/durian-market-1-840x560.jpg 840w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/durian-market-1-1600x1067.jpg 1600w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/durian-market-1-768x512.jpg 768w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/durian-market-1-1536x1024.jpg 1536w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/durian-market-1-2048x1365.jpg 2048w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/durian-market-1-24x16.jpg 24w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/durian-market-1-36x24.jpg 36w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/durian-market-1-48x32.jpg 48w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/durian-market-1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 2560px) 100vw, 2560px" /></p>
<ul>
<li>
<h3><strong><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">​ฤดูทุเรียนอยู่ในเม.ย.-ส.ค.2024 คาดมีผลผลิตรวมลดลง 18%YoY โดยเริ่มจากภาคตะวันออกก่อนที่เผชิญเอลนีโญ ฉุดผลผลิตทุเรียนในฤดูภาคตะวันออกลดลง 14%YoY มองต่อไปยังทุเรียนภาคใต้ที่จะออกสู่ตลาดตามมา คาดผลผลิตจะลดลงมากขึ้นอีกอยู่ที่ 25%YoY จากฝนน้อยกระทบการติดดอกออกผล และถูกซ้ำเติมด้วยฝนทิ้งช่วงขณะเก็บเกี่ยว</span></strong></h3>
</li>
<li>
<h3><strong><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0">ภาพรวมรายได้เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนในฤดูปี 2024 อาจเพิ่มขึ้นเพียง 0.3% แม้ราคาจะพุ่งสูงถึง 22%YoY โดยรายได้เกษตรกรภาคตะวันออกอาจเพิ่มขึ้น 4%YoY ขณะที่รายได้เกษตรกรภาคใต้อาจลดลง 8%YoY</span></strong></h3>
</li>
</ul>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-112803" src="https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/Durian-14-06-2024-Re.jpg" alt="" width="1200" height="1200" srcset="https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/Durian-14-06-2024-Re.jpg 1200w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/Durian-14-06-2024-Re-840x840.jpg 840w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/Durian-14-06-2024-Re-768x768.jpg 768w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/Durian-14-06-2024-Re-24x24.jpg 24w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/Durian-14-06-2024-Re-36x36.jpg 36w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/Durian-14-06-2024-Re-48x48.jpg 48w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p>ฤดูทุเรียนไทยอยู่ในช่วงเม.ย.-ส.ค.ที่มีผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมากราว 86% ของผลผลิตทุเรียนทั้งปี ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกและภาคใต้รวมกว่า 95% ของผลผลิตทุเรียนทั้งประเทศ</p>
<p><span class="ms-rteThemeForeColor-2-0"><strong>วิเคราะห์ภาคตะวันออก</strong> อาจมีผลผลิตทุเรียนในฤดูลดลง 14%<br />
เริ่มจากทุเรียนในฤดูภาคตะวันออกที่จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดตั้งแต่เม.ย.ได้เผชิญความร้อนแล้งจากเอลนีโญรุนแรงในช่วงราว 4 เดือนแรกของปี ทำให้ต้นทุเรียนได้รับน้ำฝนในปริมาณที่น้อยลงกว่าปีก่อนโดยเฉพาะในเม.ย.ที่น้ำฝนน้อยลงอย่างมาก ส่งผลต่อการติดดอกออกผลที่ลดลง/ผลมีน้ำหนักเบา อย่างไรก็ดี แม้จะมีปริมาณฝนมากขึ้นตั้งแต่พ.ค.ตามการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ที่อาจช่วยบรรเทาความเสียหายในระยะเก็บเกี่ยวได้ แต่โดยรวมแล้วทั้งฤดูทุเรียนภาคตะวันออกปี 2024 คาดผลผลิตจะลดลง 14%YoY หรือมีผลผลิตออกสู่ตลาดราว 0.65 ล้านตัน (รูปที่ 1)</span></p>
<p><strong>วิเคราะห์ภาคใต้</strong> อาจมีผลผลิตทุเรียนในฤดูลดลง 25%<br />
มองต่อไปในทุเรียนภาคใต้ที่จะออกสู่ตลาดตามมาตั้งแต่มิ.ย.ก็มีแนวโน้มว่าผลผลิตจะเสียหายมากขึ้นอีกจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย เนื่องจากต้องเผชิญปริมาณฝนที่ลดลงจากปีก่อนตลอดช่วงการเจริญเติบโตของทุเรียนตั้งแต่ระยะติดดอกออกผล และยังถูกซ้ำเติมด้วยฝนทิ้งช่วงในก.ค.ตามการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งเป็นระยะเก็บเกี่ยวอีกด้วย ทำให้โดยรวมแล้วทั้งฤดูทุเรียนภาคใต้ปี 2024 อาจมีผลผลิตลดลงแรงถึง 25%YoY หรือมีผลผลิตออกสู่ตลาดราว 0.31 ล้านตัน (รูปที่ 2)</p>
<p><strong>ผลผลิตทุเรียนรวมในฤดูปี 2024 (2 ภาค) อาจลดลง 18%YoY </strong>หรือมีผลผลิตออกสู่ตลาดรวมราว 0.96 ล้านตัน (ตารางที่ 1) นับเป็นผลผลิตทุเรียนที่ลดลงมากที่สุดในรอบ 15 ปี</p>
<p><strong>ภาพรวมรายได้เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนในฤดูปี 2024 อาจเพิ่มขึ้นได้เพียง 0.3% จากผลผลิตรวมที่ลดลง 18%YoY ขณะที่ราคาเฉลี่ยปรับสูงขึ้น 22%YoY</strong><br />
แบ่งเป็นรายได้เกษตรกรภาคตะวันออกเพิ่มขึ้น 4%YoY และรายได้เกษตรกรภาคใต้ลดลง 8%YoY (รูปที่ 3) ทั้งนี้ เป็นรายได้เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนที่ยังไม่หักต้นทุนการผลิต โดยมีต้นทุนการผลิตที่สำคัญในการจัดหาน้ำช่วงเอลนีโญ เช่น ต้นทุนการซื้อน้ำมารดต้นทุเรียน เครื่องปั๊มน้ำ/เครื่องสูบน้ำ/สปริงเกอร์ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นต้น ซึ่งหากนับรวมต้นทุนการผลิตด้วย ก็จะทำให้รายได้เกษตรกรสุทธิของผู้ปลูกทุเรียนเผชิญแรงกดดันมากยิ่งขึ้น</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter wp-image-112800" src="https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/arrow_12959500.png" alt="" width="57" height="57" srcset="https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/arrow_12959500.png 512w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/arrow_12959500-24x24.png 24w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/arrow_12959500-36x36.png 36w, https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/arrow_12959500-48x48.png 48w" sizes="(max-width: 57px) 100vw, 57px" /></p>
<p class="h4" style="text-align: center;"><span style="color: #008000;"><a style="color: #008000;" href="https://www.wearecp.com/wp-content/uploads/2024/06/CI3506p.pdf"><span id="ctl00_PlaceHolderMain_ctl02_lblViewFullArticle">Download Full Paper</span></a></span></p>
<p class="h5 download-expire">
<div id="ctl00_PlaceHolderMain_ctl02_BottomActionPanel" class="subscription-box">
<div class="tb">ที่มา ศูนย์วิจัยกสิกร</div>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com/durian-cis3506-fb-14-06-2024/">ภัยแล้ง &#8211; ร้อนจัด! ทำผลผลิตทุเรียนไทยปี 67 ลดลง 18% มากสุดในรอบ 15 ปี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com"></a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คนไทย ใช้ “ระบบดิจิทัลทางการค้าระหว่างประเทศ” อันดับ 32 โลก อันดับ 3 อาเซียน</title>
		<link>https://www.wearecp.com/thai-digital-trade-12-06-2024/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=thai-digital-trade-12-06-2024</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[System]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 12 Jun 2024 08:24:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News]]></category>
		<category><![CDATA[Trade Focus]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.wearecp.com/?p=112562</guid>

					<description><![CDATA[<p>คนไทยใช้ “ระบบดิจิทัลทางการค้าระหว่างประเทศ” อันดับ 32  [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com/thai-digital-trade-12-06-2024/">คนไทย ใช้ “ระบบดิจิทัลทางการค้าระหว่างประเทศ” อันดับ 32 โลก อันดับ 3 อาเซียน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com"></a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="attachment-rubik-900-613 size-rubik-900-613 wp-post-image" src="https://moneyandbanking.co.th/wp-content/uploads/2024/06/chai-3.webp" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" srcset="https://moneyandbanking.co.th/wp-content/uploads/2024/06/chai-3.webp 750w, https://moneyandbanking.co.th/wp-content/uploads/2024/06/chai-3-360x240.webp 360w, https://moneyandbanking.co.th/wp-content/uploads/2024/06/chai-3-210x140.webp 210w, https://moneyandbanking.co.th/wp-content/uploads/2024/06/chai-3-400x266.webp 400w" alt="ข่าว ระบบดิจิทัลทางการค้าระหว่างประเทศ" width="750" height="499" /></p>
<p><strong>คนไทยใช้ “ระบบดิจิทัลทางการค้าระหว่างประเทศ” อันดับ 32 ของโลก เป็นอันดับ 3 ของอาเซียน จากผลสำรวจของ Global Trade Modernization Index 2024</strong></p>
<p>วันที่ 12 มิถุนายน 2567 <strong>นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี</strong> เผยถึงผลสำรวจของ Global Trade Modernization Index 2024 (GTMI) ดัชนีประเมินความพร้อมทางเศรษฐกิจสำหรับการใช้ระบบดิจิทัลทางการค้าระหว่างประเทศ</p>
<p>ตลอดจนขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการค้าระหว่างประเทศ (<a href="https://www.asiaglobalinstitute.hku.hk/global-trade-modernization-index">https://www.asiaglobalinstitute.hku.hk/global-trade-modernization-index</a>) ประเทศไทยติดอันดับที่ 32 จากทั้งหมด 65 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจทั่วโลก</p>
<p>และเป็นอันดับ 3 ของภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย สะท้อนความสำเร็จของการผลักดันการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างต่อเนื่องของรัฐบาล ตามนโยบายของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการเพิ่มความทันสมัยให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยี ต่อยอดยกระดับเศรษฐกิจไทยไปสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล</p>
<p><strong>โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผลสำรวจดังกล่าว จัดทำโดย Asia Global Institute, ICC Digital Standards Initiative และ Milken Institute โดยได้รวบรวมข้อมูลของ 65 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจทั่วโลก พิจารณาจากดัชนีชี้วัดสู่ความพร้อมทางการค้าดิจิทัล (Digital Trade) ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมในระบบเศรษฐกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีแหล่งรายได้เพิ่มขึ้นจากการเข้าสู่ตลาดใหม่ ๆ และลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ 5 ประการ ได้แก่</strong></p>
<p>1. การลดการใช้กระดาษทางการค้า (Paperless Trade) 30%</p>
<p>2. การเปิดกว้างทางการค้า (Trade Openness) 10%</p>
<p>3. สภาพแวดล้อมทางกฎระเบียบ (Regulatory Environment) 25%</p>
<p>4. ความพร้อมของภาคธุรกิจ (Business Readiness) 25% และ</p>
<p>5. ทุนมนุษย์ (Human Capital) 10%</p>
<p><em>โดยประเทศไทยติดอันดับที่ 32 ด้วยคะแนนรวม 66.4 คะแนน จำแนกเป็น การลดการใช้กระดาษทางการค้า 22.5% การเปิดกว้างทางการค้า 7.2% สภาพแวดล้อมทางกฎระเบียบ 16.1% ความพร้อมของภาคธุรกิจ 14.5% และทุนมนุษย์ 6.1%</em></p>
<p>ซึ่งเห็นได้ว่าแต่ละดัชนีชี้วัดของไทยล้วนได้รับการประเมินด้วยผลคะแนนที่เกินครึ่งตามเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งนี้ ปัจจุบัน รัฐบาลเน้นย้ำถึงการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล สอดรับกับวิสัยทัศน์ IGNITE THAILAND ผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy Hub)</p>
<p>พร้อมดำเนินการเพื่อพัฒนาให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างไร้รอยต่อ เช่น นโยบายรัฐบาลดิจิทัลและการใช้บริการระบบคลาวด์ภาครัฐ (Cloud First Policy) การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อพัฒนาการให้บริการประชาชน โครงการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government) ตลอดจน การเสริมสร้างทักษะ เพิ่มศักยภาพทุนมนุษย์ของประเทศด้านดิจิทัล (Human Capital)</p>
<p><em>“ผลสำรวจดังกล่าวถือเป็นความคืบหน้าในการพัฒนาประเทศที่เกิดจากวิสัยทัศน์ของนายกรัฐมนตรี และการดำเนินนโยบายแบบมีแบบแผนเป็นขั้นเป็นตอน กระจายการทำงานแบบมีการบูรณาการ จึงทำให้เห็นแนวโน้มที่สะท้อนความคืบหน้าในการเร่งพัฒนาและผลักดันการใช้ระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยในด้านการค้าระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง</em></p>
<p><em>ดังที่นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำเสมอว่า ประเทศไทยพร้อมแล้วสำหรับการลงทุน และรัฐบาลจะยกระดับเศรษฐกิจไทยให้ไปสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง (High Value Economy) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนทุกภาคส่วน”</em> นายชัย กล่าว</p>
<p>ที่มา : การเงินธนาคาร</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com/thai-digital-trade-12-06-2024/">คนไทย ใช้ “ระบบดิจิทัลทางการค้าระหว่างประเทศ” อันดับ 32 โลก อันดับ 3 อาเซียน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.wearecp.com"></a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
