จากเมล็ดพันธุ์สู่ AI “นวัตกรรม” พลังขับเคลื่อนเครือซีพีสู่ศตวรรษที่ 2 อะไรคือสิ่งที่ทำให้ซีพีเดินหน้ามาได้ไกลกว่า 105 ปี และอะไรจะพาเราไปต่อถึง 200 ปี?
คำตอบหนึ่งที่สำคัญคือ “นวัตกรรม”
แต่สำหรับเครือเจริญโภคภัณฑ์ นวัตกรรมไม่ได้หมายถึงเพียงเทคโนโลยีล้ำสมัย หรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ เท่านั้น หากย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นของเครือฯ จะพบว่า นวัตกรรมเกิดขึ้นจากการมองเห็นปัญหา เข้าใจผู้คน และกล้าที่จะคิดและทำสิ่งใหม่ เพื่อสร้างคุณค่าและเปลี่ยนแปลงสิ่งเดิมให้ดีขึ้น
จาก “เมล็ดพันธุ์” ที่เปลี่ยนวิธีคิดในวันวาน สู่ “AI” ที่กำลังเปลี่ยนวิธีทำงานในวันนี้ เส้นทางนวัตกรรมของเครือซีพีเดินทางมาไกลกว่าหนึ่งศตวรรษ และยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดนิ่ง
CP Innovation Exposition & Symposium 2026 หรือ “มหกรรมนวัตกรรมบัวบาน 2026” จึงไม่ใช่เพียงเวทีนำเสนอผลงานนวัตกรรม แต่คือพื้นที่ที่คนซีพีจากหลากหลายธุรกิจ สายงาน และประเทศ ได้มาพบกันเพื่อแบ่งปันความคิด แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และต่อยอดสิ่งใหม่ให้เกิดขึ้นจริง
ครั้งนี้ We Are CP ได้รับเกียรติจาก ดร.อาชว์ เตาลานนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ในฐานะที่ปรึกษาคณะอำนวยการ CP Innovation Exposition 2026 พาย้อนกลับไปทำความเข้าใจว่า อะไรคือจุดเริ่มต้นของเส้นทางนวัตกรรมของซีพี และอะไรคือพลังที่จะพาองค์กรเดินหน้าสู่ศตวรรษที่ 2 ได้อย่างต่อเนื่อง
Q : นวัตกรรมมีความสำคัญอย่างไรกับคนซีพี ?
ดร.อาชว์ : นวัตกรรมมีความสำคัญมากกับซีพีครับ แต่พนักงานหรือคนทั่วไปอาจยังไม่ตระหนักว่านวัตกรรมสำคัญกับเราอย่างไร ผมขอย้อนประวัติของซีพีสักเล็กน้อย
พวกเราคงเคยได้ยินว่า ซีพีส่งเสริมการเลี้ยงไก่ และมีส่วนสร้างอุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่ในประเทศไทย จากนั้นขยายไปสู่การส่งเสริมการเลี้ยงสุกร การนำเมล็ดพันธุ์มาปลูก และการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดลูกผสม ก่อนจะขยายธุรกิจต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นนวัตกรรม
ตั้งแต่แรกเริ่ม ซีพีเป็นผู้ทำสิ่งใหม่ ๆ มาโดยตลอด การที่ซีพีเติบโตจนมีธุรกิจขนาดใหญ่ และมีอายุครบ 105 ปีในปีนี้ ก็เป็นผลจากความเชื่อเรื่องนวัตกรรมของผู้บริหาร และการใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนธุรกิจอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เพราะฉะนั้น นวัตกรรมจึงเป็นแกนหลักที่สำคัญของธุรกิจซีพีครับ
“นวัตกรรมเป็นแกนหลักที่สำคัญของธุรกิจซีพี”
Q : นวัตกรรมใดถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ซีพีเดินบนเส้นทางนี้มาโดยตลอด ?
ดร.อาชว์ : นวัตกรรมแรกของเราเกี่ยวข้องกับธุรกิจเมล็ดพันธุ์ผักครับ คุณพ่อของท่านประธานอาวุโสธนินท์ เจียรวนนท์ เดินทางมาจากประเทศจีน และร่วมกับน้องชายก่อตั้งธุรกิจเมล็ดพันธุ์ที่ย่านสำเพ็งในประเทศไทย ซึ่งในเวลานั้นคือเจียไต๋
ลูกค้าที่ซื้อเมล็ดพันธุ์ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่มีเงินทุนไม่มาก เมื่อซื้อเมล็ดพันธุ์ไปปลูกก็ต้องรอจนกว่าจะเก็บผลผลิตได้ หากเมล็ดพันธุ์เสียหาย ปลูกแล้วไม่ได้ผล ก็เท่ากับสูญเสียทั้งเงินทุนและเวลา
คุณพ่อของท่านประธานอาวุโสเข้าใจและเห็นใจเกษตรกร จึงมีแนวคิดให้พิมพ์วันหมดอายุของเมล็ดพันธุ์ลงบนซอง พร้อมแจ้งว่า เมื่อถึงวันหมดอายุ สามารถนำมาเปลี่ยนเป็นเมล็ดพันธุ์ใหม่ได้ เพื่อให้เกษตรกรมั่นใจในคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ที่นำไปปลูก
ทุกวันนี้ การระบุวันหมดอายุอาจเป็นเรื่องธรรมดา แต่ในสมัยนั้นถือเป็นนวัตกรรมที่ยังไม่มีใครทำในประเทศไทย และเจียไต๋เป็นผู้ริเริ่มดำเนินการ จุดเริ่มต้นจึงมาจากความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจเกษตรกร เราถือว่านี่คือนวัตกรรมชิ้นแรกของเครือซีพี ก่อนจะพัฒนาต่อยอดไปสู่ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและธุรกิจต่าง ๆ จนถึงทุกวันนี้ครับ
“นวัตกรรมที่ดี เริ่มจากการเข้าใจปัญหาของผู้ใช้”

Q : แนวคิดเรื่องนวัตกรรมพัฒนามาสู่การจัดมหกรรมนวัตกรรมบัวบานได้อย่างไร ?
ดร.อาชว์ : ท่านประธานอาวุโสธนินท์ เจียรวนนท์ มีดำริว่า เครือซีพีมีวิศวกรจำนวนมากกระจายอยู่ตามบริษัทและหน่วยธุรกิจต่าง ๆ แต่ยังมีโอกาสพบปะและแลกเปลี่ยนความรู้กันไม่มากนัก จึงอยากให้วิศวกรนำความรู้และสิ่งที่ตนเองทำมาแลกเปลี่ยนกัน
เราจึงจัดการชุมนุมวิศวกรของเครือขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2552 ผมจำได้ว่ามีผู้เข้าร่วมประมาณ 700 กว่าคน มาพูดคุยและแลกเปลี่ยนความรู้จากการทำงาน
หลังจากนั้นเราตระหนักว่า ผู้สร้างนวัตกรรมในเครือไม่ได้มีเฉพาะวิศวกร แต่ยังมีสัตวแพทย์ สัตวบาล และบุคลากรในสาขาอื่น ๆ จึงควรเปิดโอกาสให้ทุกคนได้มาแสดงผลงานด้วย นี่คือที่มาของงานมหกรรมนวัตกรรมบัวบาน ซึ่งเดิมจัดทุกสองปี เพื่อให้พนักงานนำสิ่งใหม่ที่พัฒนาขึ้นมาเล่าให้ผู้อื่นฟัง และเปิดโอกาสให้เกิดการนำไปพัฒนาต่อยอด

เพื่อกระตุ้นให้พนักงานสร้างนวัตกรรม ท่านประธานอาวุโสธนินท์ได้เสนอให้มีการประกวดและมอบรางวัล Chairman Award ในช่วงที่กล่าวถึง มีผลงานส่งเข้าประกวดประมาณ 200-300 ชิ้น ก่อนคัดเลือกเหลือประมาณ 40-50 ชิ้น เพื่อพิจารณาว่าผลงานใดสร้างผลกระทบและมีผลลัพธ์ที่น่าประทับใจ
จากนั้นขอบเขตของนวัตกรรมก็ขยายขึ้นเรื่อย ๆ จากงานวิศวกรรม ไปสู่งานสัตวแพทย์และสัตวบาล รวมถึงนวัตกรรมทางธุรกิจ เช่น การสร้างธุรกิจใหม่หรือวิธีการขายใหม่ ตลอดจนนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เราจึงแบ่งการประกวดออกเป็นสาขาต่าง ๆ
ผลงานไม่ได้มาจากบริษัทในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังมาจากบริษัทของเราในต่างประเทศ ทั้งจีน เวียดนาม รัสเซีย และประเทศอื่น ๆ ด้วย นอกจากการแสดงผลงาน เรายังจัดการประชุมวิชาการ หรือ Symposium เชิญผู้สร้างผลงานมาเสนอบทความและแลกเปลี่ยนความรู้ เพื่อให้พนักงานได้เรียนรู้และนำไปต่อยอดครับ
Q : จากทุกสองปี เป็นทุกปี จากเดิมที่จัดทุกสองปี ปัจจุบันเปลี่ยนมาจัดทุกปี อาจารย์มองว่าการเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนอะไร ?
ดร.อาชว์ : เป็นเรื่องที่ดีมากครับ เดิมเราจัดทุกสองปีเพราะกังวลว่าผลงานอาจมีไม่มากพอ แต่วันนี้บริษัทของเราใหญ่ขึ้น มีพนักงานมากขึ้น มีผลงานมากขึ้น และพนักงานก็กระตือรือร้นที่จะสร้างนวัตกรรม
ผมดีใจที่สามารถเปลี่ยนจากการจัดทุกสองปีมาเป็นทุกปีได้ เพราะแสดงว่าเรามีผลงานนวัตกรรมมากพอที่จะนำมาแสดงและเข้าประกวด ถือเป็นความก้าวหน้าของเครือในเรื่องนวัตกรรมครับ
Q : ปัจจุบันซีพีมีนวัตกรประมาณ 40,000 คน จากพนักงานประมาณ 400,000 คน ถือว่าเป็นไปตามเป้าหมายที่อาจารย์วางไว้หรือยัง ?
ดร.อาชว์ : ผมเคยบอกกับพวกเราที่ทำงานด้านนวัตกรรมว่า เมื่อเรามีพนักงานที่เป็นนวัตกรร้อยละ 30 ของพนักงานทั้งหมด เราจึงจะได้ชื่อว่าเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม เพราะฉะนั้น เรายังมีหนทางที่ต้องเดินต่อ ต้องสร้าง สนับสนุน และกระตุ้นให้พนักงานสร้างนวัตกรรมมากขึ้น ผมหวังว่างานมหกรรมนวัตกรรมบัวบานจะเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยให้เราไปถึงเป้าหมายนั้น
เรายังมีการจัดระดับผู้สร้างผลงานเป็นนวัตกรระดับ 1 ระดับ 2 และระดับ 3 ตามผลงานที่ทำ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแรงกระตุ้น และเราอยากเห็นนวัตกรระดับ 3 เพิ่มขึ้นมาก ๆ ครับ
“เมื่อเรามีนวัตกรร้อยละ 30 ของพนักงานทั้งหมด เราจึงจะได้ชื่อว่าเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม”
Q : นอกจากมหกรรมนวัตกรรมบัวบาน อาจารย์อยากฝากอะไรเพื่อกระตุ้นให้คนซีพีร่วมกันเป็นนวัตกรมากขึ้น ?
ดร.อาชว์ : ซีพียังจะอยู่ต่อไปอีกนานครับ เราผ่าน 100 ปีมาแล้ว และต่อไปเราจะเดินไปถึง 200 ปี เราจะไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร ก็ต้องอาศัยการขยายธุรกิจ การเติบโต และองค์ความรู้ที่จะนำมาใช้ในการทำงาน
ยิ่งวันนี้มี AI เข้ามา การทำงานก็ยิ่งรวดเร็วขึ้น งานที่เคยใช้เวลาหกเดือนอาจเหลือสามเดือน ทีมที่มีสิบคน เมื่อใช้ AI เข้ามาช่วย ก็อาจทำงานได้เสมือนมีสามสิบคน ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นได้สามถึงสี่เท่า AI จึงเป็นทั้งตัวกระตุ้นและตัวเร่งให้เกิดนวัตกรรม และผมเชื่อมั่นว่า เส้นทางในอนาคตของซีพียังต้องอาศัยนวัตกรรมเป็นคำตอบครับ
จากเมล็ดพันธุ์ซองแรกสู่โลกของ AI บทสนทนากับ ดร.อาชว์ ชวนให้เห็นว่า เส้นทางจาก 105 ปีสู่ 200 ปี เริ่มต้นได้จากสิ่งที่คนซีพีลงมือทำในวันนี้ ทั้งการตั้งคำถามกับงานที่คุ้นเคย การทดลองวิธีใหม่ และการแบ่งปันความรู้ให้ผู้อื่นนำไปต่อยอด มหกรรมนวัตกรรมบัวบานจึงเป็นพื้นที่ให้ความคิดเหล่านี้ได้พบกันและเติบโต อนาคตของเครือซีพีจึงอยู่ที่พลังของคนที่จะนำความรู้และแรงบันดาลใจไปพัฒนางาน แก้ปัญหา และสร้างนวัตกรรมให้เกิดขึ้นจริง เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตต่อไป
ร่วมค้นหาแรงบันดาลใจ พบผู้สร้างสรรค์นวัตกรรม และเปิดมุมมองใหม่ไปด้วยกันใน มหกรรมนวัตกรรมบัวบาน 2026 ครั้งที่ 9 วันที่ 20–22 ตุลาคม 2569 ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค แล้วนำความคิดที่ได้กลับไปต่อยอดให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในงานและธุรกิจของคุณ ดูรายละเอียดและลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ cpinnoexpo2026.com/welcome

5 ข้อคิดจากบทสนทนา
-
นวัตกรรมคือแกนหลักของการเติบโต ความเชื่อของผู้บริหารและการทำสิ่งใหม่อย่างต่อเนื่อง คือแรงขับเคลื่อนของซีพีมาตลอด 105 ปี
-
นวัตกรรมเริ่มจากการเข้าใจปัญหาของลูกค้า ซองเมล็ดพันธุ์ที่ระบุวันหมดอายุและรับเปลี่ยนเมื่อหมดอายุ คือการสร้างสิ่งใหม่เพื่อลดความเสี่ยงของเกษตรกร
-
บัวบานคือพื้นที่แลกเปลี่ยนและต่อยอดความรู้ จากการรวมตัวของวิศวกร สู่เวทีที่เปิดให้บุคลากรทุกสาขาในไทยและต่างประเทศนำเสนอผลงาน
-
การจัดงานทุกปี สะท้อนความพร้อมที่เพิ่มขึ้นขององค์กร ทั้งจำนวนผลงาน จำนวนบุคลากร และความกระตือรือร้นในการสร้างนวัตกรรม
-
AI คือตัวเร่งนวัตกรรมและประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการเติบโตในศตวรรษที่สองของซีพี

*** We are CP | สัมภาษณ์ 5 ตุลาคม 2569 | มหกรรมนวัตกรรมบัวบาน ครั้งที่ 9


