พลังเครือข่ายเพื่อลมหายใจ! มูลนิธิซีพี ประสานพลัง จ.เชียงใหม่ – มช. ลงนาม MOU นำนวัตกรรม “LoRa Mesh” ติดตามตัวอาสาสมัคร ยกระดับการป้องกันไฟป่าและฝุ่น PM 2.5

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 – มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท (ซีพี) ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายภาครัฐและสถาบันการศึกษา ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ในการนำ “นวัตกรรมระบบติดตามตัวและสื่อสารผ่าน LoRa Mesh Technology” มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครป้องกันไฟป่าในพื้นที่อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อมุ่งเน้นการแก้ปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นระบบ

โดยมี นายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีและร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ปฏิบัติ ดร.เศรษฐ์ สัมภัตตะกุล ผู้อำนวยการสำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ นายกฤตยรัฐ ปารมี ผู้ช่วยเลขาธิการ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือ ณ หอประชุมอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการมอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนในพื้นที่ รวมถึงการจัดนิทรรศการกาแฟและการออกร้านของเครือข่ายผู้ผลิตกาแฟจากวิสาหกิจชุมชนในภาคเหนือ เพื่อแสดงศักยภาพการพัฒนาอาชีพที่ควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม

นายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวถึงนโยบายสำคัญว่า การป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 เป็นวาระเร่งด่วนของจังหวัดเชียงใหม่ อย่างอำเภออมก๋อย ความท้าทายสำคัญคือสภาพภูมิประเทศที่เป็นป่าเขาสูงชันและเป็นจุดอับสัญญาณสื่อสาร ทำให้ที่ผ่านมาเราแทบจะ ‘มองไม่เห็น’ สถานการณ์จริงในป่าลึก การนำนวัตกรรม LoRa Mesh เข้ามาใช้ในครั้งนี้ จึงเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดที่สุด เพราะหัวใจสำคัญของความร่วมมือนี้คือ ‘ความปลอดภัยของคนทำงาน’ เราต้องการให้พี่น้องอาสาสมัครมั่นใจว่า ในขณะที่ท่านกำลังปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงภัย เรามีระบบที่คอยเฝ้าระวังและพร้อมเข้าช่วยเหลือได้ทันทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน นวัตกรรมนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องมือสื่อสาร แต่เป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในการดูแลสวัสดิภาพของวีรบุรุษผู้ปกป้องผืนป่า โดยจังหวัดเชียงใหม่มุ่งหวังที่จะพัฒนาความร่วมมือระหว่างอำเภอ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมูลนิธิซีพีฯ ให้เป็น ‘อมก๋อยโมเดล’ ต้นแบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน เพื่อขยายผลสู่พื้นที่อื่นๆ ทั่วทั้งจังหวัดและในระดับประเทศต่อไป”

ขณะที่ นายกฤตยรัฐ ปารมี ผู้ช่วยเลขาธิการ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท กล่าวถึงความสำคัญของความร่วมมือในครั้งนี้ว่า อำเภออมก๋อยเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูง แต่ขณะเดียวกันก็เผชิญความท้าทายทั้งปัญหาไฟป่า ฝุ่น PM 2.5 และอุทกภัย มูลนิธิฯ ในฐานะองค์กรที่ดำเนินงานโครงการ ‘ซีพีพัฒนา-อมก๋อยโมเดล’ ทำงานใกล้ชิดกับชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นจริง คนมีอาชีพและรายได้มั่นคง ป่าก็ได้รับการดูแล เป็นแหล่งอาหารควบคู่กันไป พร้อมทั้งในครั้งนี้มีความตั้งใจที่จะทำหน้าที่เป็น ‘ตัวกลางเชื่อมโยง’ ระหว่างองค์ความรู้ทางวิชาการในการพัฒนานวัตกรรมและการนำไปใช้จริงในพื้นที่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของอาสาดับไฟป่าในการป้องกันไฟป่า เพื่อให้การดำเนินงานตอบโจทย์พื้นที่ได้อย่างตรงจุด รวมเร็วและมีประสิทธิภาพ

“เรามุ่งหวังให้พื้นที่แห่งนี้เป็น ‘พื้นที่ต้นแบบ (Pilot Area)’ ที่เน้นการบูรณาการเทคโนโลยีร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อนำไปสู่การจัดการปัญหาหมอกควันและการลดผลกระทบจากอุทกภัยอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านการสร้างอาชีพทางเลือก และการสร้างความสมดุลระหว่างคนกับธรรมชาติ เพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว ซึ่งบทเรียนที่ได้จากที่นี่จะนำไปวิเคราะห์และขยายผลเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายในระดับจังหวัด ภูมิภาค และระดับประเทศต่อไป” นายกฤตยรัฐ กล่าวปิดท้าย

ด้าน ศาสตราจารย์ปฏิบัติ ดร.เศรษฐ์ สัมภัตตะกุล ผู้อำนวยการสำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า พื้นที่อำเภออมก๋อยส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงชันและป่าสงวน ซึ่งถือเป็นจุดอับสัญญาณสื่อสาร (Dead Zones) ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยและการประสานงานของทีมดับไฟป่า การลงนามในครั้งนี้จึงเป็นการนำนวัตกรรม ‘LoRa Mesh Technology’ มาใช้ในระบบปฏิบัติการรับมือไฟป่าเป็นครั้งแรกของประเทศไทย เพื่อทลายข้อจำกัดด้านการสื่อสารในพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต โดยระบบนี้จะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามพิกัดของอาสาสมัครได้แบบเรียลไทม์ทุกๆ 3 นาที และสามารถสื่อสารโต้ตอบผ่านข้อความได้แม้ในป่าลึก ช่วยระบุตำแหน่งอาสาเทียบกับจุดความร้อน (Hotspots) เพื่อแจ้งเตือนพื้นที่อันตรายได้ทันท่วงที ถือเป็นการนำเทคโนโลยีมาสนับสนุน ‘คนเฝ้าป่า’ ให้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด

สำหรับการลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการนำเทคโนโลยีสื่อสารทางไกลมาใช้ในพื้นที่ห่างไกลเท่านั้น แต่ยังเป็นโมเดลต้นแบบของการสะท้อนพลังของการบูรณาการองค์ความรู้และความมุ่งมั่นจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน หน่วยงานปกครอง สถาบันการศึกษา และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างกลไกการทำงานเชิงรุกในการรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ และส่งเสริมทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพชีวิตของประชาชน และความเข้มแข็งของชุมชนบนพื้นที่สูง เป็นต้นแบบที่สามารถขยายผลสู่พื้นที่อื่นได้ในอนาคต โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ “คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน” ควบคู่กับ “ความสมดุลระหว่างคนกับธรรมชาติ” อย่างยั่งยืน