ซีพีอาสา ร่วมกับจังหวัดน่าน เดินหน้าเชิงรุก สร้างห้องเรียนป่าชุมชน ทำแนวกันไฟ ลด PM2.5 อย่างยั่งยืน

จังหวัดน่าน ยกระดับมาตรการความพร้อมเผชิญสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง PM2.5 ในช่วงฤดูแล้งของทุกปี ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน ระบบเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตโดยรวม ถือเป็นความท้าทายสำคัญของพื้นที่ภาคเหนือที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ภายใต้แนวทางการขับเคลื่อนเชิงรุกของจังหวัด มุ่งลดจุดความร้อน ลดการเผา และลดผลกระทบต่อประชาชน ผ่านมาตรการจัดทำแนวกันไฟ การบริหารจัดการเชื้อเพลิง การบังคับใช้กฎหมาย และการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายบรรจง ขุนเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “ห้องเรียนป่าชุมชนฮ่วมใจ๋สร้างแนวกันไฟ” ณ พื้นที่ ต.เมืองจัง อ.ภูเพียง จ.น่าน กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นโดย สำนักงานด้านความยั่งยืนและพัฒนาชุมชน จ.น่าน เครือเจริญโภคภัณฑ์ ผนึกกำลังร่วมกับ ศูนย์ป่าไม้น่าน สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 สาขาแพร่ ที่ทำการปกครองอำเภอภูเพียง องค์การบริหารส่วนตำบลเมืองจัง องค์การบริหารส่วนตำบลม่วงตึ๊ด องค์การบริหารส่วนตำบลฝายแก้ว มูลนิธิฮักเมืองน่าน โรงเรียนศรีนครน่าน คณะกรรมการป่าชุมชนบ้านเมืองจังเหนือ และศูนย์การเรียนรู้โจ้โก้

นายบรรจง ขุนเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เน้นย้ำว่าพื้นที่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และมลพิษทางอากาศ PM2.5 โดยดำเนินงานภายใต้นโยบายบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย “ลดจุดความร้อน ลดการเผา ลดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน”

รองผู้ว่าราชการจังหวัดกล่าวเพิ่มเติมว่า แนวทางสำคัญที่ขับเคลื่อน ได้แก่ การป้องกันเชิงรุกด้วยการจัดทำแนวกันไฟ การบริหารจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่เสี่ยง และการเตรียมความพร้อมกำลังเจ้าหน้าที่และอาสาสมัคร ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง พร้อมสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนเพื่อลดการเผาในที่โล่ง การส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมเป็นกลไกหลักในการดูแลป่าชุมชนของตนเอง และการสื่อสารสร้างการรับรู้เกี่ยวกับผลกระทบของ PM2.5 ต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม โดยกิจกรรมในครั้งนี้ถือเป็นรูปธรรมของการขับเคลื่อนตามนโยบายดังกล่าว และเป็นเสมือน “ห้องเรียนกลางแจ้ง” ที่ไม่เพียงสร้างแนวกันไฟ แต่ยังเป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันเพื่อเสริมสร้างศักยภาพของชุมชนให้สามารถป้องกันไฟป่าได้อย่างยั่งยืน พร้อมแสดงความชื่นชมทุกภาคส่วนที่ร่วมกันจัดกิจกรรม และคาดหวังว่าความร่วมมือครั้งนี้จะขยายผลสู่พื้นที่อื่น เพื่อให้จังหวัดน่านเป็นเมืองที่มีอากาศสะอาด ปลอดภัย และมีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ในระยะยาว

นายบัญชา โชติกำจร ผู้อำนวยการสำนักงานด้านความยั่งยืนและพัฒนาชุมชน เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า ปัญหาไฟป่าและ PM2.5 ไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นความท้าทายร่วมกันของทุกภาคส่วน กิจกรรมครั้งนี้จึงไม่ได้มุ่งเพียงการทำแนวกันไฟ หากแต่เป็นการสร้างองค์ความรู้ สร้างเครือข่าย และวางระบบความร่วมมือระยะยาวในระดับชุมชน เพื่อให้คนในพื้นที่สามารถดูแลทรัพยากรของตนเองได้อย่างเข้มแข็ง

ความร่วมมือนี้เชื่อมโยงกับ “โครงการซีพีความดี สิ่งแวดล้อมยั่งยืน” ที่ซีพีร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและสถานศึกษา พัฒนาหลักสูตร “ศรีนครน่านรักษ์ป่า รักษาวัฒนธรรม นำสู่การประกอบอาชีพที่ยั่งยืน” ซึ่งจัดขึ้นด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน (พฤษภาคม 2568 – มีนาคม 2569) รวม 80 ชั่วโมง สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1–6 โดยเนื้อหาประกอบด้วย 5 หน่วยการเรียนรู้ ได้แก่ หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 คุณค่าทรัพยากรป่าไม้ การจัดการ และความหลากหลายทางชีวภาพ หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 การพัฒนาเศรษฐกิจและการใช้ประโยชน์จากป่า หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 การสร้างสำนึกรักษ์และดูแลป่า หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 กลไกการวัดค่าการกักเก็บคาร์บอนในต้นไม้ และหน่วยการเรียนรู้ที่ 5 นักสื่อสาร มุ่งพัฒนาเยาวชนให้มีองค์ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม ควบคู่ทักษะการสื่อสาร เพื่อเป็นพลังสำคัญในการถ่ายทอดและขยายผลการอนุรักษ์สู่ชุมชน

ทั้งนี้ เครือเจริญโภคภัณฑ์ มีนโยบายมุ่งขับเคลื่อน “3 Big Goals สู่ความยั่งยืน” ได้แก่ การบรรลุ Carbon Neutrality ภายในปี 2573 และ Net Zero ภายในปี 2593 การลดขยะและของเสียเป็นศูนย์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน และการส่งเสริมการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพให้แก่เยาวชนและผู้ด้อยโอกาสทั่วประเทศ การดำเนินงานในจังหวัดน่านจึงสะท้อนแนวทางการทำงานที่บูรณาการทั้งมิติสิ่งแวดล้อมและการศึกษา โดย “ห้องเรียนป่าชุมชน” เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และการมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นทาง สู่เป้าหมายการลดไฟป่า ลด PM2.5 และขับเคลื่อนพื้นที่สู่การเป็นเมืองอากาศสะอาดอย่างยั่งยืนในระยะยาว