
ภายใต้แนวทางการดำเนินธุรกิจตามกรอบ ESG ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม (Environment) สังคม (Social) และธรรมาภิบาล (Governance) เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ร่วมกับ มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “โรงเรียนเกษตรอัจฉริยะ” เพื่อพัฒนาทักษะอาชีพด้านการปลูกพืชผักให้แก่นักเรียน สร้างแหล่งอาหารปลอดภัยในโรงเรียน พร้อมวางรากฐานกองทุนผักเพื่ออาหารกลางวันให้สามารถบริหารจัดการได้อย่างยั่งยืน
“โรงเรียนเกษตรอัจฉริยะ” ดำเนินงานภายใต้โครงการ “ซีพีความดี ชุมชนยั่งยืน” มุ่งสร้างกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ (Action Learning) ควบคู่ภาคทฤษฎี ให้นักเรียนได้ลงมือจริงตั้งแต่การผลิตดินเพาะกล้า การทำปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ การใช้สารชีวภัณฑ์ป้องกันโรคและแมลง การเพาะเมล็ด ย้ายกล้าลงแปลงปลูก ไปจนถึงการเก็บเกี่ยว คัด ตัดแต่ง และบรรจุภัณฑ์ พร้อมฝึกวางแผนการผลิตผักหมุนเวียนตลอดทั้งปี

หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของโครงการ คือ การจัดตั้งและบริหาร “กองทุนผักเพื่ออาหารกลางวัน” เพื่อให้นักเรียนมีแหล่งอาหารปลอดภัย ลดต้นทุนค่าใช้จ่าย และสร้างระบบหมุนเวียนที่สามารถต่อยอดได้ในระยะยาว ถือเป็นการเสริมความมั่นคงทางอาหารตั้งแต่ระดับฐานราก
โดยในปีที่ผ่านมาโครงการได้ดำเนินกิจกรรมตามแผนงานใน 4 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนดอนไทรงาม โรงเรียนคำโพนทองราษฎร์นิยม อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ โรงเรียนห้วยยางวิทยาสรรพ์ อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น และโรงเรียนแสงอร่ามพิทยาคม อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี โดยกิจกรรมที่ดำเนินการประกอบด้วย การผลิตปุ๋ยหมักอินทรีย์ การผลิตดินเพาะกล้าและดินหมัก การทำน้ำหมักชีวภาพ การเพาะเมล็ดผักชนิดต่าง ๆ เช่น สลัด คะน้า กวางตุ้ง ถั่วฝักยาว กะหล่ำปลี พริก และมะเขือ การย้ายกล้าลงแปลงปลูก การใช้สารชีวภัณฑ์ป้องกันโรคและแมลง การวางแผนการผลิตผักต่อเนื่องตลอดปี ตลอดจนการเก็บเกี่ยว คัด ตัดแต่ง และบรรจุภัณฑ์

ผลจากการดำเนินกิจกรรมทำให้โรงเรียนสามารถนำผลผลิตเข้าสู่โครงการอาหารกลางวัน และพัฒนากองทุนผักเพื่ออาหารกลางวัน โดยนักเรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการผลิตและการบริหารจัดการ
โดยการดำเนินงานนี้ยังได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายเกษตรกรในพื้นที่ที่ร่วมเป็นพี่เลี้ยงและวิทยากรถ่ายทอดองค์ความรู้ ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกมะพร้าว ตำบลทุ่งโป่ง อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น กลุ่มเกษตรปลูกพืชผัก ตำบลทุ่งโป่ง อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น และวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกผักบ้านโคกล่าม-แสงอร่าม ตำบลกุดหมากไฟ อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี และสำนักงานอำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ซึ่งร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ด้านการเตรียมดิน การเพาะปลูก การดูแรักษา และการจัดการผลผลิต

นางประภัสสร แก้วบ่อ ครูชำนาญการ โรงเรียนแสงอร่ามพิทยาคม เปิดเผยเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ด้านเกษตรอัจฉริยะว่า “โครงการเกษตรอัจฉริยะสามารถนำมาบูรณาการกับการเรียนการสอนได้อย่างเป็นรูปธรรม ผู้เรียนไม่ได้เรียนรู้เฉพาะจากตำราเรียนเท่านั้น แต่ยังได้ลงมือปฏิบัติจริงควบคู่กับการทำงานเป็นทีม เช่น การวางแผนปลูกพืช การควบคุมการให้น้ำ และการดูแลแปลงผักการทำปุ๋ยต่างๆ ซึ่งเป็นการทำงานอย่างเป็นระบบ ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจหลักการทางการเกษตร ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ผู้เรียนยังได้ฝึกทักษะการทำงานเป็นทีม การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และความรับผิดชอบ ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบลงมือทำจริง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาทักษะของผู้เรียนในศตวรรษที่21 สอดคล้องตามความต้องการของสังคม ชุมชน ตามบริบทที่เราเป็นอยู่ได้อย่างมีความสุขอย่างยั่งยืน”

ด้านนางสาวสุฑาทิพย์ พาทา ครูชำนาญการ โรงเรียนแสงอร่ามพิทยาคม กล่าวว่า “ผักที่นักเรียนปลูกถูกนำไปจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้ให้กับตัวนักเรียน โดยเราส่งขายให้กับโครงการ แม่ค้าในโรงอาหารของโรงเรียน ร้านอาหารของบุคลากรในโรงเรียน ตลอดจนผู้ปกครองที่มีความต้องการ นอกจากการสร้างรายได้แล้วยังสร้างองค์ความรู้ให้กับนักเรียน โดยในทุกขั้นตอนนักเรียนมีส่วนร่วมในการทำ ความรู้เหล่านี้สามารถต่อยอดเป็นอีกอาชีพให้กับนักเรียนได้”

ทั้งนี้โครงการ “โรงเรียนเกษตรอัจฉริยะ” สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยเฉพาะด้านการขจัดความหิวโหยและเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร (SDG 2) การส่งเสริมการศึกษาที่มีคุณภาพ (SDG 4) และการผลิตและบริโภคอย่างรับผิดชอบ (SDG 12) ควบคู่กับแนวคิดการสร้างคุณค่าร่วมกับสังคม (Creating Shared Value: CSV) ที่เชื่อมโยงศักยภาพภาคธุรกิจกับการพัฒนาเยาวชนและชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม
“โรงเรียนเกษตรอัจฉริยะ” ภายใต้ โครงการ “ซีพีความดี ชุมชนยั่งยืน” จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ชุมชน และภาคธุรกิจ เพื่อวางรากฐานความมั่นคงทางอาหารและการเรียนรู้ด้านเกษตรอย่างยั่งยืนในระยะยาว.















