
18 มีนาคม 2569 กรุงเทพมหานคร, ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร และการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เข้าร่วมงานแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ในงานสัมนา “The Great Green Transition: Sustainable Growth in Action – ก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านสีเขียวครั้งใหญ่: ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน” ปีที่ 2 ซึ่งจัดขึ้น ณ โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพ โดยธนาคารกรุงเทพ ภายในงานได้รับเกียรติจากคุณชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ธนาคารกรุงเทพ กล่าวเปิดงาน พร้อมด้วยผู้บริหารองค์กรชั้นนำ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านความยั่งยืน และผู้สนใจจากหลากหลายภาคส่วนเข้าร่วมกว่า 700 คน เพื่อรับฟังการร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวทางขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับความยั่งยืน ท่ามกลางบริบทการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวในระดับโลกที่กำลังเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

คุณชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ธนาคารกรุงเทพ กล่าวปาฐกถาว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็น “กลยุทธ์ทางธุรกิจ” และกลไกสำคัญทางเศรษฐกิจที่กระทบภาคธุรกิจไทยในทุกมิติ โดยเฉพาะภายใต้กฎระเบียบการค้าโลกที่เข้มงวดขึ้น อาทิ มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) และกฎระเบียบด้านการป้องกันการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EU Deforestation) ซึ่งเป็นแรงผลักให้ภาคเอกชนต้องเร่งปรับตัว พร้อมชี้ว่าหัวใจสำคัญคือการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดการปล่อยคาร์บอน ท่ามกลางความท้าทายจากราคาพลังงานที่ผันผวน อีกทั้งการที่ธุรกิจไทยเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การค้าโลกยิ่งทำให้ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานสากลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พร้อมย้ำว่าความยั่งยืนไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนอนาคตอย่างสมดุลและยั่งยืน

คุณนีฟ คอลิเออร์-สมิธ รักษาการผู้แทนสหประชาชาติประจำประเทศไทย และผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ประจำประเทศไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “การเชื่อมโยงนโยบายสภาพภูมิอากาศระดับโลกสู่การปฏิบัติจริงในภาคธุรกิจระดับท้องถิ่น” ว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวไม่ใช่เพียงวาระด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นจริง และมีผลต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ทั้งเศรษฐกิจ สังคมผู้สูงอายุ และความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะเมื่อเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกสูง ขณะที่ “คาร์บอน” กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการเข้าถึงตลาดโลก โดยความเสี่ยงด้านภูมิอากาศคือความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อ GDP ของไทยในระยะยาว หากไม่เร่งปรับตัวอย่างจริงจัง
ทั้งนี้ นโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของโลกกำลังเปลี่ยนจากคำมั่นสัญญาไปสู่การลงมือทำและการบังคับใช้ โดยประเทศไทยได้ตั้งเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 47% ภายในปี 2035 ซึ่งต้องอาศัยการลงทุนจำนวนมากและบทบาทของภาคเอกชนเป็นสำคัญ โดยเฉพาะภาคการเงินในการจัดสรรเงินทุนสู่เศรษฐกิจสีเขียว ขณะเดียวกัน ธุรกิจไทยจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับกติกาการค้าโลกที่เข้มงวดขึ้น เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว พร้อมย้ำว่า ช่วง 4 ปีข้างหน้าจะเป็นช่วงเวลาชี้ชะตาในการกำหนดอนาคตเศรษฐกิจไทย และความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยสหประชาชาติพร้อมสนับสนุนประเทศไทยในเส้นทางการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป
ไฮไลท์สำคัญของงานอยู่ที่เวทีแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และการนำเสนอกรณีศึกษาจากภาคธุรกิจ โดยได้รับเกียรติจากผู้บริหารองค์กรชั้นนำร่วมถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์ ประกอบด้วย ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ คุณต้องใจ ธนะชานันท์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดกลุ่มงานความยั่งยืนและกลยุทธ์ บมจ. ไทยเบฟเวอเรจ และคุณกรกมล กอไพศาล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานกลยุทธ์ พัฒนาธุรกิจ และพาณิชยกิจ กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีมูลค่าเพิ่ม บมจ. พีทีที โกลบอล เคมิคอล โดยมี ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ บมจ. ธนาคารกรุงเทพ จำกัด ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ

ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ระบุว่า โลกกำลังก้าวสู่ “กติกาใหม่” ที่ขับเคลื่อนด้วยการเปลี่ยนแปลง ซึ่งไม่ใช่เพียงความท้าทาย แต่เป็นโอกาสในการปรับยุทธศาสตร์ธุรกิจและห่วงโซ่อุปทานให้สอดรับกับบริบทใหม่ โดยเครือฯ ได้วางยุทธศาสตร์ความยั่งยืนภายใต้แนวคิด Heart : Living Right, Health : Living Well และ Home : Living Together มุ่งสร้างการเติบโตควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยการอยู่รอดของธุรกิจในระยะยาวต้องเดินไปพร้อมกับการยกระดับห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ โดยเฉพาะ Scope 3 ผ่านการทำงานร่วมกับคู่ค้าอย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ เครือฯ ยังให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholders) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนบทบาทขององค์กรขนาดใหญ่ในการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Lead the Change) โดยยึด 3 กรอบสำคัญ ได้แก่ Compliance, Efficiency และ Excellence ควบคู่กับการทำงานร่วมกันตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ข้อ 17 ภายใต้หลักความโปร่งใส พร้อมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “3 Co” ได้แก่ Co-invest, Co-measure และ Co-create Value เพื่อสร้างคุณค่าร่วมกับคู่ค้า เช่น การพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับพืชผลทางการเกษตรเพื่อป้องกันการเผาและการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งเปิดให้ทุกภาคส่วนสามารถนำไปใช้ได้ เป็นต้น
ทั้งนี้ งานดังกล่าวจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 สะท้อนความมุ่งมั่นในการสร้างเวทีความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยภายในงานยังมีการจัดแสดงนิทรรศการจากบริษัทชั้นนำ นำเสนอนวัตกรรม เทคโนโลยี และแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวในหลากหลายมิติ


