
ท่ามกลางบรรยากาศอันอบอุ่นและเป็นกันเองภายในงาน “หนึ่งโอกาส ล้านความฝัน” CP for A Million Dreams ที่ได้เนรมิตพื้นที่ประชุมให้กลายเป็นพื้นที่แห่งความผูกพันของคนในครอบครัว ให้เป็นวันที่คณะกรรมการมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท (ซีพี) ผู้อยู่เบื้องหลังการมอบโอกาส ได้มาพบปะกับเด็ก ๆ และครอบครัวอุปการะอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมรับฟังว่าเมล็ดพันธุ์แห่ง “โอกาส” ที่ได้ร่วมกันรดน้ำพรวนดินไว้ในวันนั้น วันนี้ได้เติบโตและผลิบานจนเปลี่ยนชีวิตของเยาวชนคนหนึ่งให้มีก้าวต่อไปในอนาคต
โดยได้รับเกียรติจาก พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท คุณสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ เครือเจริญโภคภัณฑ์ พร้อมด้วย ดร.อาชว์ เตาลานนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ คุณณรงค์ เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ และผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มบริษัทในเครือฯ เข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง ณ ห้อง Auditorium อาคารทรู ทาวเวอร์ ถนนรัชดาภิเษก ควบคู่กับการถ่ายทอดสดผ่านระบบออนไลน์ (Zoom Meeting) เพื่อให้ผู้ที่อยู่เบื้องหลังทุกท่านได้รับชมบรรยากาศภายในงาน

จากโอกาสเดียวในชีวิต สู่เสาหลักของบ้าน
เริ่มต้นด้วยเรื่องราวของ “น้องครีม” นางสาวญาณิดา จุ้ยทอง พี่คนโตของบ้านที่เติบโตมาท่ามกลางภาระหนี้สินและความยากลำบาก โดยมีคุณพ่อเป็นพนักงานขับรถและคุณแม่เป็นลูกจ้างร้านอาหาร ความกดดันรอบตัวทำให้เธอต้องคิดเรื่องเงินมาตั้งแต่เด็ก แต่แล้ว “โครงการพัฒนาอาชีพด้านการบริบาล” ที่ทางมูลนิธิฯมอบให้ กลายเป็นโอกาสที่เปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล วันนี้ครีมได้สบตากับผู้บริหารบนเวทีพร้อมถ่ายทอดน้ำเสียงอันตื้นตันว่า
“…หนูไม่ได้เรียนเพื่อตัวเองอย่างเดียว แต่เรียนเพื่อให้มีอาชีพที่มั่นคง มีรายได้ดูแลตัวเอง และช่วยครอบครัวอยู่ได้ ถ้าไม่มีโอกาสนี้ หนูอาจจะได้เป็นหนูในวันนี้ค่ะ…”
จากเด็กที่เคยเกือบหมดหวัง โอกาสจากผู้ใหญ่ในวันนั้นได้หล่อหลอมให้เธอกลายเป็นเสาหลักที่ช่วยชุบชูใจและแบ่งเบาภาระของคนทั้งบ้านได้อย่างภาคภูมิ

จากเด็กนักเรียน ตชด. สู่ครูอินเตอร์ต้นแบบรุ่นน้อง
ภาพความสำเร็จที่น่าชื่นชมของ “น้องฟ้าคราม” อดีตนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ที่เคยขาดแคลนทั้งทุนทรัพย์และโอกาสทางการศึกษา โดยมีคุณแม่เป็นเสาหลักของครอบครัวเพื่อเลี้ยงลูก 3 คน แต่ด้วย “โครงการสนับสนุนทุนการศึกษานักเรียนในพระราชานุเคราะห์ฯ” ได้เข้ามาปลดล็อกศักยภาพในตัวเขา ฟ้าครามใช้ความมุ่งมั่นผลักดันตัวเองจนเก่งรอบด้าน ไม่หยุดเรียนรู้ มีทักษะเป็นผู้นำ จนได้รับเลือกเป็นอดีตประธานนักเรียนโรงเรียนวังไกลกังวล และประธานชมรมฟุตซอล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วันนี้ฟ้าครามกลับมาพบผู้ใหญ่ใจดีอีกครั้งในฐานะ “ครูพลศึกษาของโรงเรียน The Newton Sixth Form School” ความสำเร็จตามฝันนี้ทำให้เขาเป็นไอดอลของน้อง ๆ รุ่นต่อไป ซึ่งฟ้าครามได้สะท้อนความรู้สึกใจความตอนหนึ่งว่า
“…ทุกคนมีความฝันครับ อยากจะบอกน้อง ๆ ว่าเราก็ต้องลงมือทำแค่นั้นเองครับ แล้วก็ทุก ๆ ความผิดพลาด มันไม่ใช่จุดจบ หรือว่าการก้าวย้อนกลับนะครับ แต่ว่ามันคือ ‘จุดพัก’ ให้เอาความผิดพลาดต่าง ๆ เหล่านั้น เป็นจุดรีเซ็ตตัวเอง ทบทวน เสร็จแล้วก้าวข้ามมัน พัฒนาต่อไป เดี๋ยวก็ไปถึงปลายทางที่เราอยากจะไปครับ…”

เมื่อท้องอิ่ม พลังสมองก็พร้อมเติบโต
ในพื้นที่ห่างไกล โอกาสที่ยิ่งใหญ่อาจเริ่มต้นจากสิ่งเล็ก ๆ อย่างอาหารกลางวันที่มีคุณภาพ โดย “น้องฟ้า” ตัวแทนจาก รร.ตชด.บ้านถ้ำหิน จ.ราชบุรี ได้มาบอกเล่าถึงผลลัพธ์ของ “โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” ที่ดำเนินงานอย่างต่อเนื่องยาวนานถึง 26 ปี และส่งต่อองค์ความรู้กันมาถึง 23 รุ่น
จากแม่ไก่ 200 ตัวที่เด็ก ๆ ช่วยกันดูแลในวันแรก วันนี้โรงเรียนสามารถสร้างกองทุนหมุนเวียนได้สูงถึง 633,847 บาท พร้อมต่อยอดสู่การปลูกผักและเลี้ยงปลา ทำให้ทุกคนได้อิ่มท้องด้วยอาหารครบ 5 หมู่ รอยยิ้มของน้องฟ้าบนเวทีถ่ายทอดความสุขสู่ผู้บริหารทุกคนว่า
“หนูได้เรียนรู้วิธีการเลี้ยงไก่ การเก็บไข่ การจดบันทึกจำนวนไข่ และการให้อาหารไก่ วันนี้นำมาสอนรุ่นน้องต่อด้วย และภูมิใจมากค่ะ ที่ได้เลี้ยงไก่ไข่ มีไข่มาให้เพื่อนๆในโรงเรียนได้กินเป็นอาหารกลางวัน วันนี้โรงเรียนเรามีไข่ไก่ มีผัก มีปลา กินอิ่มทุกวัน”

หัวใจนักสู้ที่เติบโตมาจากอ้อมกอดของครอบครัวที่อบอุ่น
แรงบันดาลใจจากครอบครัวอุปการะส่งต่อมาถึง “น้องอั้ม” เด็กกำพร้าที่ได้รับความรักความเอาใจใส่อย่างเต็มเปี่ยมจาก พ่อบุญเพ็งและแม่วิลัย อั้มเปลี่ยนความชอบจากการเข้าครัวทำอาหารให้พ่อแม่ทานในวัยเด็ก ต่อยอดจนคว้าปริญญาตรี เกียรตินิยมอันดับ 2 คณะการจัดการธุรกิจอาหาร สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ได้สำเร็จ ปัจจุบัน อั้มสามารถเปิดร้านอาหารตามสั่งเพื่อเลี้ยงดูตัวเอง พร้อมบอกเล่าความในใจว่า
“….หนูโชคดีมากค่ะที่มีพ่อบุญเพ็งกับแม่วิลัยคอยกอดคอยสอน คอยบอกว่าสิ่งใดดี สิ่งใดไม่ดี และสนับสนุนให้ทำตามฝัน ทำสิ่งที่ชอบ ทักษะทำอาหาร ก็ได้แรงบันดาลใจจากแม่ที่ทำอาหารทุกวัน จนเข้าไปเรียนรู้ และกลายมาเป็นแม่ครัวประจำบ้าน ทำอาหารให้ครอบครัวทานทุกวัน และที่สำคัญเป็นแรงบันดาลใจให้อยากเรียนทางด้านนี้ และกลายเป็นอาชีพของหนูในวันนี้ค่ะ…”

รักที่มากกว่าสายเลือด ของครอบครัวอุปการะ
อีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญที่ทำให้อบอวลไปด้วยคราบน้ำตาแห่งความตื้นตัน ของ “พ่อเสน่ห์ และแม่มณีรัตน์” ครอบครัวอุปการะตัวอย่างที่ร่วมเดินทางกับโครงการมาตั้งแต่ปี 2557 และดูแลเด็ก ๆ มาแล้วหลายรุ่น วันนี้ทั้งสองท่านได้จูงมือ “น้องโน้ต” และ “น้องบอย” ลูกอุปการะคนปัจจุบันมาร่วมงาน เพื่อบอกเล่าถึงหัวใจของผู้ให้ที่รักเด็กทุกคนอย่างไม่มีเงื่อนไขเหมือนลูกแท้ ๆ ซึ่งมี “พี่วิก” คุณวราภรณ์ คิดดี ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและเยาวชน ของมูลนิธิฯ ในฐานะพี่เลี้ยงโครงการฯ เล่าว่า
“…ในอดีต “พ่อเสน่ห์ และแม่มณีรัตน์” เคยดูแลลูกอุปการะที่เป็นเด็กพิเศษ จำนวน 2 คน พ่อและแม่ก็ฟูมฟักรักษาจนน้องมีพัฒนาการที่ดีเยี่ยม น้องทั้ง 2 คน มีพัฒนาการที่ดีขึ้นมาก สามารถดูแลตนเองได้ดี จนมีครอบครัวบุญธรรมรับเลี้ยงที่ต่างประเทศ ถือเป็นครอบครัวที่เป็นต้นแบบของความรัก ความใส่ใจ และดูแลน้องๆเป็นอย่างดี”

นอกจากนี้ แม่มณีรัตน์ได้เปิดใจต่อหน้าผู้บริหารด้วยความภาคภูมิใจว่า
“…จุดเริ่มต้นของการตัดสินใจเลี้ยงเด็กๆ มาจากการที่ครอบครัวอยากได้ลูกสาว เพราะมีแต่ลูกชาย แต่ตอนนี้ก็อุปการะลูกชายมา 4 คน แล้วค่ะ ปัจจุบันเลี้ยงน้องโน๊ตกับน้องบอย ซึ่งสิ่งที่ครอบครัวอุปการะต้องมี คือ เลี้ยงเขาด้วยความรัก ความเอาใจใส่ วันนี้อยากเห็นน้องโน้ต น้องบอย และเด็ก ๆ ทุกคนเติบโต ประสบความสำเร็จ และมีอนาคตที่ดี…”

พลังแห่งคำสอน: โอวาทจากผู้ใหญ่ใจดี
ความตื้นตันใจภายในงานถูกเติมเต็มด้วยแววตาแห่งความเมตตาเมื่อ พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิฯ ได้กล่าวให้โอวาทแก่น้อง ๆ ว่า
“…ชีวิตคนเรา เราเลือกเกิดไม่ได้ แต่วันนี้มีโอกาสแล้วก็พยายามทำให้ดี เรียนให้ดี เหมือนพี่ๆหลายคนที่ประสบความสำเร็จแล้ว แต่ก็ต้องมีความกตัญญู คิดถึงพ่อแม่ คิดถึงครู เมื่อไหร่ที่เราเลี้ยงตัวได้ นั่นคือจุดสูงสุด ผมอยากจะฝากไว้ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านได้โปรดเกล้าฯ ให้เป็นคนดี มีคุณธรรม มีจริยธรรม ไม่ข้องเกี่ยวกับยาเสพติด ขออวยพรให้ทุกคนมีความสุข สำเร็จ มีพลานามัยที่แข็งแรง และประสบความสำเร็จในทุกสิ่งครับ…”

ขณะที่ ท่านประธาน สุภกิต เจียรวนนท์ รองประธานกรรมการมูลนิธิฯ ได้กล่าวเติมพลังใจและวิสัยทัศน์ในการพัฒนาเยาวชนปิดท้ายว่า
“…วันนี้เป็นโอกาสที่ดีนะครับ มีโอกาสได้เจอน้อง ๆ มีเรื่องที่อยากจะฝากให้กับน้อง ๆ คือ ในโลกของเทคโนโลยีตอนนี้ อยากให้เรียนรู้การใช้ AI ให้เป็นประโยชน์ เป็นที่ปรึกษา เป็นคุณครู เรียนรู้เรื่องต่างๆจาก AI ได้ แต่ที่สำคัญคือ ต้องเป็นคนดีและเป็นคนเก่ง การเป็นคนเก่งไม่ยาก แต่เป็นคนดียาก ซึ่งอยากฝาก 5 ข้อ คือ การคิดดี การพูดดี การทำดี การคบคนดี และไปในที่ดีๆ สุดท้าย คือจะทำอะไรให้สำเร็จต้องเตรียมใจไว้เลยว่ามันไม่ง่าย ต้องมีความมุ่งมั่น แล้วต้องพร้อมที่จะรับความล้มเหลว แต่ต้องลุกขึ้นมาใหม่ให้ได้…”

จากหนึ่งโอกาส สู่ล้านความฝันที่ไม่สิ้นสุด
งานในครั้งนี้ทำให้คณะผู้บริหารได้ประจักษ์อย่างแท้จริงว่า “โอกาส” ที่ส่งออกไป ได้กลายเป็นลมใต้ปีกที่เปลี่ยนชีวิตเด็กคนหนึ่งให้กลายเป็น “นักสู้” ผู้แข็งแกร่ง แม้กิจกรรมจะจบลงด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น แต่สิ่งทีทิ้งท้ายไว้คือคำสัญญาใจจากมูลนิธิฯ ว่าจะยังคงเดินหน้าส่งต่อ “หนึ่งโอกาส” เพื่อจุดประกาย “ล้านความฝัน” ให้แก่เด็กและเยาวชนทั่วประเทศต่อไป



















