
คุณศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ และนายกสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (Global Compact Network Thailand: GCNT) เดินหน้าบทบาทผู้นำในการรวมพลังเครือข่ายความยั่งยืนกว่า 160 องค์กร เชื่อมโยงภาครัฐ ภาคธุรกิจ องค์การสหประชาชาติ ภาคประชาสังคม ภาคการศึกษา และคนรุ่นใหม่ เพื่อเร่งขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนปี 2030
ท่ามกลางโลกที่กำลังเผชิญแรงกระแทกรอบด้าน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความก้าวหน้าของ AI ความเหลื่อมล้ำ ตลอดจนกฎเกณฑ์ด้านความยั่งยืนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คุณศุภชัยมองว่าโจทย์สำคัญของประเทศไทยไม่ใช่เพียงการ “รับมือ” กับความเปลี่ยนแปลง แต่ต้องเปลี่ยนแรงกระแทก หรือ “Shock” ให้เป็นแรงขับเคลื่อนสู่การเปลี่ยนผ่าน หรือ “Shift” พร้อมยกระดับจากการลงมือทำ หรือ “Action” ไปสู่การสร้างผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง หรือ “Impact” โดยมี “คน” เป็นศูนย์กลาง และต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ผู้นำเครือเจริญโภคภัณฑ์ กับบทบาทเชื่อมพลังความยั่งยืนระดับประเทศ
ในฐานะนายกสมาคม GCNT คุณศุภชัยได้ประกาศทิศทางการขับเคลื่อนความยั่งยืนผ่านพลังของเครือข่ายกว่า 160 องค์กร ในการเปิดงาน งาน GCNT Expo 2026 เวทีรวมพลังเครือข่ายความยั่งยืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในไทย ภายใต้แนวคิด “From Shock to Shift: Building Sustainable Transition Infrastructure” โดยมุ่งสร้างพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนร่วมกันเปลี่ยนความท้าทายของโลกและประเทศไทยให้เป็นโอกาสในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน
คุณศุภชัยชี้ว่า โลกเหลือเวลาอีกไม่ถึง 4 ปีก่อนถึงปี 2030 ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญของการบรรลุ 17 เป้าหมาย SDGs แต่ในขณะเดียวกัน ความเสี่ยงต่าง ๆ กลับมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันมากขึ้น และท้ายที่สุดผลกระทบเหล่านี้ล้วนย้อนกลับมาสู่ชีวิตของผู้คน
ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นห่างไกลออกไป สามารถส่งผลต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพในทุกชุมชน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจกลายเป็นภัยแล้งที่กระทบรายได้เกษตรกร หรือน้ำป่าที่สร้างความเสียหายแก่ชุมชน ขณะที่อาชญากรรมออนไลน์และการค้ามนุษย์สร้างผลกระทบทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม
แม้แต่เทคโนโลยีอย่าง AI ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างงานและโอกาสใหม่ ก็อาจขยายช่องว่างระหว่างผู้ที่สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีกับผู้ที่ยังขาดโอกาส เช่นเดียวกับกฎเกณฑ์ด้านความยั่งยืนที่ช่วยยกระดับมาตรฐานการดำเนินธุรกิจ แต่หากผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ปรับตัวไม่ทัน ก็อาจกลายเป็นข้อจำกัดในการแข่งขัน
เช่นเดียวกับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว แม้จะเปิดประตูสู่อุตสาหกรรมและอาชีพใหม่ ๆ แต่ก็ต้องให้ความสำคัญกับแรงงานจากอุตสาหกรรมเดิม เพื่อไม่ให้คนกลุ่มใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
“โจทย์สำคัญของเราทุกคน คือ เราจะสร้างศักยภาพ ความมั่นคง และโอกาสของคน ให้เติบโตทันกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความเสี่ยงที่ตามมาได้อย่างไร”
นี่คือมุมมองที่สะท้อนบทบาทของผู้นำเครือเจริญโภคภัณฑ์ในการมอง “ความยั่งยืน” ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ครอบคลุมถึงการสร้างความสามารถในการปรับตัวของผู้คน ธุรกิจ ชุมชน และสังคม เพื่อให้ทุกคนสามารถเติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลง

รวมพลัง GCNT จาก “ต่างคนต่างทำ” สู่การเปลี่ยนแปลงระดับประเทศ
คุณศุภชัยเน้นว่า การเปลี่ยนผ่านที่ยั่งยืนไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ สหประชาชาติ ภาคประชาสังคม ภาคการศึกษา และภาคส่วนต่าง ๆ โดยมี “คน” เป็นศูนย์กลาง
ตลอดเวลากว่า 10 ปี GCNT ได้ทำหน้าที่เป็นเครือข่ายสำคัญในการเชื่อมโยงภาคธุรกิจไทยเข้ากับวาระความยั่งยืนระดับโลก และร่วมกับสมาชิกและภาคีเครือข่ายผลักดันเรื่องความยั่งยืนให้เกิดขึ้นทั้งในระดับองค์กร ชุมชน และระดับประเทศ
หนึ่งในตัวอย่างสำคัญ คือความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในการพัฒนาหลักสูตรด้านการจัดการความยั่งยืน ซึ่งเปิดการเรียนการสอนรุ่นแรกในปีนี้ จากเป้าหมายรับนักศึกษาประมาณ 70 คน แต่มีผู้สมัครมากกว่า 1,200 คน สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเรียนรู้และเติบโตในสายงานด้านความยั่งยืน
ขณะเดียวกัน สมาชิก GCNT ยังร่วมกันจัดตั้ง Learning Centers เกือบ 100 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเชื่อมโยงการเรียนรู้เรื่อง SDGs ให้เข้ากับบริบทของแต่ละพื้นที่ รวมถึงโครงการ SDGs Youth Creator ที่ดำเนินงานมาแล้ว 3 รุ่น มีเยาวชนเข้าร่วมกว่า 1,000 คน เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้และสื่อสารเรื่องความยั่งยืนผ่านมุมมองของตนเอง
นอกจากนี้ GCNT ยังมีส่วนร่วมในการผลักดันประเด็นเชิงนโยบายด้านความยั่งยืน ทั้งแผนระดับชาติด้านความหลากหลายทางชีวภาพ แผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ตลอดจนแนวทางส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ
ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนบทบาทของเครือข่าย จากการสร้างความตระหนักรู้ สู่การสร้างระบบนิเวศแห่งความร่วมมือที่สามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในวงกว้าง

จาก “Action” ต้องไปให้ถึง “Impact”
อีกหนึ่งโจทย์สำคัญที่คุณศุภชัยให้ความสำคัญ คือการทำให้ความยั่งยืนไม่เป็นเพียงภารกิจที่แยกออกจากธุรกิจ หรือทำงานแบบ Silo แต่ต้องเชื่อมโยง SDGs เข้ากับยุทธศาสตร์และการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นระบบ
จากรายงานที่ GCNT จัดทำร่วมกับ United Nations Global Compact (UNGC) และภาคีเครือข่าย โดยสำรวจองค์กรกว่า 100 แห่ง พบว่าองค์กรส่วนใหญ่นำ SDGs มาเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์และการดำเนินธุรกิจแล้ว โดยเฉพาะ SDG 12 เรื่องการผลิตและการบริโภคที่รับผิดชอบ ขณะที่ประเด็นด้านการบริหารจัดการน้ำ ระบบนิเวศทางทะเล และระบบนิเวศบนบก ยังเป็นเรื่องที่ต้องเร่งขับเคลื่อนต่อไป
ทิศทางจากนี้จึงต้องเปลี่ยนจาก “ต่างคนต่างทำ” ไปสู่การบูรณาการทั้งภายในและระหว่างองค์กร และขยับจาก “Action” สู่ “Impact” เพื่อให้การลงมือทำสามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกที่ชัดเจนและวัดผลได้จริง
สร้างคนให้พร้อม เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
สำหรับก้าวต่อไป คุณศุภชัยเสนอให้ขยายการเรียนรู้ในรูปแบบ Action-based Learning หรือการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ เพื่อสร้างศักยภาพให้ SMEs เกษตรกร ผู้ประกอบการ ชุมชน และคนกลุ่มต่าง ๆ สามารถเข้าถึงความรู้ เทคโนโลยี และโอกาสใหม่ ๆ จากการเปลี่ยนผ่าน
พร้อมส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและการสร้างนวัตกรรมอย่างมีจริยธรรม เพื่อให้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นพลังในการลดความเหลื่อมล้ำ ไม่ใช่ปัจจัยที่ขยายช่องว่างในสังคม
คุณศุภชัยยังมองว่า การเปลี่ยนผ่านที่ดีไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยคำตอบที่สมบูรณ์แบบ แต่ต้องเริ่มจากความพร้อมที่จะเรียนรู้ ทดลอง และร่วมกันค้นหาคำตอบ
พร้อมชวนผู้เข้าร่วมงาน GCNT Expo 2026 ให้ออกจากงานพร้อมสิ่งที่สามารถนำไปลงมือทำได้จริงอย่างน้อย 4 เรื่อง ได้แก่
One Action — หนึ่งเรื่องที่จะเริ่มทำ
One Partnership — หนึ่งความร่วมมือที่จะเริ่มสร้าง
One Measurement — หนึ่งผลลัพธ์ที่จะเริ่มวัด
One Story — หนึ่งประสบการณ์ที่จะนำไปแบ่งปัน
เพราะหัวใจของการเปลี่ยนผ่าน ไม่ใช่เพียงการรู้ว่าต้องเปลี่ยนอะไร แต่คือการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริง และขยายผลต่อไปผ่านความร่วมมือ
เชื่อมพลังความยั่งยืนไทยสู่เวทีโลก
อีกหนึ่งก้าวสำคัญของ GCNT คือ GCNT Expo 2026 ได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในกิจกรรมคู่ขนานของการประชุมประจำปี IMF–World Bank Group 2026 ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในเดือนตุลาคม สะท้อนบทบาทของประเทศไทยและเครือข่าย GCNT ในการเชื่อมโยงประเด็นความยั่งยืนของไทยเข้ากับวาระระดับโลก
ทั้งสองเวทีต่างให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะการระดมเงินทุนเพื่อความยั่งยืน และการลงทุนใน “คน” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนา
เพราะในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คนทุกเพศ ทุกวัย ไม่ควรเป็นเพียงผู้รับผลจากการพัฒนา แต่ต้องมีโอกาสเป็น “ผู้ร่วมสร้าง” (Co-creator) ทั้งการเปลี่ยนแปลงและอนาคตที่พวกเขาต้องการ
จากบทบาทของผู้นำเครือเจริญโภคภัณฑ์ สู่บทบาทนายกสมาคม GCNT คุณศุภชัยจึงมุ่งเชื่อมโยงพลังจากหลากหลายภาคส่วนให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน เพราะการสร้างความยั่งยืนในวันนี้ไม่ใช่ภารกิจของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งสังคม
และหากทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างจริงจัง ประเทศไทยจะไม่เพียงสามารถรับมือกับแรงกระแทกและความผันผวนของโลก แต่ยังสามารถเปลี่ยน “Shock” ให้เป็นจุดเริ่มต้นของ “Shift” เปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และสร้างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่เข้มแข็ง เท่าเทียม และยั่งยืนสำหรับคนรุ่นต่อไป

