ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี – รมว.อว ชู “Nature Positive” วาระแห่งชาติ ผสานวิทยาศาสตร์–นวัตกรรม ฟื้นธรรมชาติ สร้างเศรษฐกิจ–คุณภาพชีวิตยั่งยืน ในงาน GCNT Expo 2026

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “ทางรอดประเทศไทย ฝ่าวิกฤตสู่ความยั่งยืน” ใน งาน GCNT Expo 2026 เวทีรวมพลังเครือข่ายความยั่งยืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในไทย ภายใต้แนวคิด “From Shock to Shift: Thailand’s Sustainable Transition in a Fractured World – จากวิกฤติโลก สู่ธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน” โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับแนวทางการพัฒนาประเทศให้สอดรับกับความท้าทายที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมผลักดัน “Nature Positive” ให้เป็นวาระสำคัญที่เชื่อมโยงการฟื้นฟูธรรมชาติเข้ากับการสร้างเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของประเทศไทย จำเป็นต้องพิจารณาความเร่งด่วนและกรอบเวลาที่เหมาะสมของแต่ละเป้าหมาย ไม่ควรยึดปี 2030 เป็นเส้นตายเดียวกันทั้งหมด เนื่องจากบางปัญหากำลังส่งผลกระทบต่อประชาชนในปัจจุบัน ขณะที่บางประเด็นจำเป็นต้องเร่งฟื้นฟูสิ่งที่สูญเสียไปให้กลับคืนมาโดยเร็ว

จากการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติในหลายจังหวัด ทั้งน่าน พื้นที่ภาคกลาง และสงขลา สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับจากการใช้งบประมาณเพื่อรับมือและเยียวยาผลกระทบหลังเกิดภัยพิบัติ ไปสู่การวางแผนเชิงป้องกันมากขึ้น โดยนำแนวคิด Backcasting มาใช้ เริ่มจากการกำหนดภาพอนาคตที่ต้องการ แล้ววิเคราะห์ย้อนกลับว่า วันนี้ประเทศไทยต้องลงทุนและลงมือทำอะไรบ้าง เพื่อสร้างความพร้อมและลดความเสี่ยงในระยะยาว

หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการผลักดัน Nature Positive ให้เป็นวาระที่เชื่อมโยงทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ โดยมองว่า “ธรรมชาติ” คือรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่ทรัพยากรน้ำ ทะเลและอาหาร สุขภาพ ความยากจน ไปจนถึงการสร้างนวัตกรรม ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ Biodiversity ซึ่งสามารถนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และงานวิจัยเข้ามาช่วยวัด วิเคราะห์ และฟื้นฟูระบบนิเวศได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุด

 

ศ.ดร.ยศชนัน ยังเสนอแนวทางสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคส่วนต่าง ๆ โดยให้ภาครัฐมีบทบาทในการลงทุนด้านงานวิจัยเชิงลึกและรับความเสี่ยงในระยะเริ่มต้น ก่อนเชื่อมต่อองค์ความรู้และนวัตกรรมที่ผ่านการพิสูจน์แล้วไปสู่ภาคเอกชน เพื่อขยายผล (Scale Up) ให้เกิดการใช้งานในวงกว้าง โดยอาศัยพลังความร่วมมือจากมหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ ภาคการเงิน ภาคประชาสังคม และชุมชน

ขณะเดียวกัน การขับเคลื่อน Circular Economy ต้องสามารถตอบโจทย์ทั้งเศรษฐกิจ ปากท้องของประชาชน และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน เช่น การแก้ปัญหาการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ซึ่งจำเป็นต้องทำให้เกษตรกรมองเห็นว่า “การไม่เผา” สามารถสร้างรายได้ที่ดีกว่าได้ ผ่านการนำวัสดุเหลือใช้มาแปรรูป เพิ่มมูลค่า และเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่ของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ ทรัพยากรและ Biodiversity ที่มีเอกลักษณ์แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ยังสามารถนำวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเข้ามาต่อยอดจากสินค้าเกษตรพื้นฐานไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง อาหารเพื่อสุขภาพ หรือผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ซึ่งไม่เพียงสร้างรายได้และโอกาสใหม่ให้กับชุมชน แต่ยังช่วยสร้างแรงจูงใจให้เกิดการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ศ.ดร.ยศชนัน เน้นย้ำว่า Nature Positive ไม่ใช่ภารกิจของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่เป็นวาระของทุกภาคส่วน เพราะการอนุรักษ์ธรรมชาติจะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อประชาชนสามารถมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดี ดังนั้น การออกแบบนโยบายจึงต้องทำให้เป้าหมายด้านธรรมชาติ เศรษฐกิจ และสังคมเดินหน้าไปพร้อมกัน พร้อมเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบการพัฒนาที่สอดคล้องกับศักยภาพและบริบทของแต่ละพื้นที่

พร้อมกันนี้ ยังให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสให้เด็กและเยาวชน ผ่านระบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและหลากหลาย เพื่อให้ทุกคนสามารถเรียนรู้ ทำงาน สร้างรายได้ และกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ตามจังหวะชีวิตของตนเอง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของการสร้างความเท่าเทียมและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

“Nature Positive” จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการอนุรักษ์ธรรมชาติ แต่คือการออกแบบอนาคตที่ทำให้ธรรมชาติฟื้นคืน คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และเศรษฐกิจเติบโตไปพร้อมกัน โดยมีวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจากการรับมือกับวิกฤต ไปสู่การสร้างความพร้อมและการเติบโตอย่างยั่งยืน