ผู้แทน UNDP ชู “SDGs” เข็มทิศการลงทุน ใน GCNT Expo 2026 เปลี่ยน “Shock” สู่ “Shift” เปิดทางธุรกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

คุณเนียมห์ คอลลิเออร์-สมิธ (Niamh Collier-Smith) ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ประจำประเทศไทย กล่าวปาฐกถาในงาน GCNT Expo 2026 ถึงทิศทางการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และบทบาทสำคัญของภาคธุรกิจในการเปลี่ยนความท้าทายของโลกให้เป็นโอกาสในการลงทุนและการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยชี้ว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญวิกฤตหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงทางพลังงาน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจ ผู้คน และภาคธุรกิจ

ท่ามกลางความผันผวนดังกล่าว SDGs จึงไม่ได้เป็นเพียงวาระด้านการพัฒนาที่แยกออกจากการดำเนินธุรกิจ แต่กำลังทำหน้าที่เสมือน “เข็มทิศ” และ “แผนที่” ที่ช่วยให้ภาคธุรกิจมองเห็นทั้งจุดที่ความเสี่ยงกำลังเพิ่มขึ้น ความต้องการใหม่ที่กำลังก่อตัว ตลอดจนโอกาสการลงทุนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าองค์กรจะรับมือกับวิกฤตอย่างไร แต่คือองค์กรกำลังเตรียมพร้อมไปกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทย หรือกำลังเผชิญความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงที่กำลังมาถึง

สำหรับประเทศไทย แม้มีความก้าวหน้าด้าน SDGs ในระดับโดดเด่น โดยอยู่ในอันดับต้นของอาเซียน แต่ยังมีช่องว่างสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนการเสริมสร้างธรรมาภิบาลและสถาบันที่เข้มแข็ง ขณะเดียวกัน การพิจารณาข้อมูลในระดับประเทศเพียงอย่างเดียวอาจไม่สะท้อนความแตกต่างของแต่ละพื้นที่ได้อย่างแท้จริง เนื่องจากสถานการณ์และความท้าทายด้าน SDGs ของแต่ละจังหวัดมีบริบทแตกต่างกัน

ด้วยเหตุนี้ UNDP จึงร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทยและภาคส่วนต่าง ๆ ในการจัดทำ “SDG Profiles” รายจังหวัด เพื่อสนับสนุนการวางแผนและจัดสรรทรัพยากรให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ รวมถึงพัฒนาแนวทาง SDG Local Finance Accelerator เพื่อช่วยปลดล็อกการระดมทุนและการลงทุนในระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ข้อมูลเหล่านี้ยังสามารถเป็น “ข้อมูลการลงทุน” ที่ช่วยให้ภาคธุรกิจตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นว่าจะลงทุน ขยายธุรกิจ หรือจัดหาวัตถุดิบจากพื้นที่ใด

ทั้งนี้ การปิดช่องว่างด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยพลังจากภาคการเงินและภาคเอกชน โดย UNDP เสนอกรอบสำคัญในการเร่งการลงทุนภาคเอกชนผ่าน 3 กลไก ได้แก่ Signals – Rules – Protection หรือ “สัญญาณ – กฎเกณฑ์ – การปกป้อง”

Signals – สัญญาณที่ชัดเจน คือการกำหนดทิศทางและนโยบายที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน โดยประเทศไทยมีสัญญาณสำคัญจากการเดินหน้าเข้าเป็นสมาชิก OECD การเข้าร่วม Open Government Partnership เพื่อยกระดับความโปร่งใสและมาตรฐานการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนการประกาศเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 ซึ่งจะเปิดโอกาสการลงทุนในหลากหลายสาขา ตั้งแต่พลังงานหมุนเวียน ระบบโครงข่ายไฟฟ้าสมัยใหม่ การขนส่งและอุตสาหกรรมสะอาด อาคารประหยัดพลังงาน ไปจนถึง Nature-based Solutions

Rules – กฎเกณฑ์และมาตรฐานที่ชัดเจน จะช่วยให้ธุรกิจสามารถปรับตัวและแข่งขันในตลาดโลกได้ โดยภาคเอกชนไทยกำลังเผชิญกับความคาดหวังด้านการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน รวมถึงกฎระเบียบทางการค้าระหว่างประเทศที่เข้มข้นขึ้น เช่น มาตรการ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) และกฎหมาย Corporate Sustainability Due Diligence Directive (CSDDD) ของสหภาพยุโรป ขณะเดียวกัน UNDP ยังเตรียมสนับสนุนมาตรฐานใหม่เพื่อช่วยให้ธุรกิจ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSMEs) สามารถบริหารจัดการประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศ สิทธิมนุษยชน และห่วงโซ่อุปทานได้อย่างเป็นระบบ และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

Protection – กลไกการปกป้องและบริหารความเสี่ยง เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญในการสร้างความมั่นใจให้ภาคเอกชนกล้าที่จะลงทุนในระยะยาว โดย UNDP ทำงานร่วมกับพันธมิตรในการพัฒนากลไกประกันภัยสำหรับกลุ่ม micro-MSMEs รวมถึงศึกษาการประกันภัยดัชนี (Parametric Insurance) สำหรับแรงงานกลางแจ้งที่เผชิญความเสี่ยงจากความร้อนรุนแรง เพื่อให้สามารถได้รับการชดเชยทางการเงินอย่างรวดเร็วเมื่ออุณหภูมิสูงเกินเกณฑ์ที่กำหนด นอกจากนี้ ยังมีโครงการ FAST ซึ่งทำงานร่วมกับกระทรวงยุติธรรมและภาคการเงิน เพื่อยกระดับการตรวจสอบวิเคราะห์สถานะ (due diligence) และป้องกันไม่ให้เงินทุนเชื่อมโยงกับการบังคับใช้แรงงานหรือการค้ามนุษย์

ขณะเดียวกัน UNDP ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพของข้อมูลและตัวชี้วัด เพื่อให้สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจกับธรรมชาติได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเตรียมเปิดตัว Nature Relationship Index เพื่อประเมินว่าธรรมชาติได้รับการดูแลและปกป้องผ่านกฎหมายและสถาบันต่าง ๆ มากน้อยเพียงใด สะท้อนแนวคิดสำคัญว่า ธรรมชาติไม่ได้เป็นเพียงทรัพยากรหรือภูมิทัศน์ที่สวยงาม แต่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ” ที่หล่อเลี้ยงภาคอุตสาหกรรมและช่วยลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

คุณเนียมห์กล่าวทิ้งท้ายว่า SDGs คือจุดหมายร่วมของทุกภาคส่วน ขณะที่เงินทุนภาคเอกชนจะเป็นพลังสำคัญที่ช่วยเพิ่มทั้ง “Scale” และ “Speed” ให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นจริง การตัดสินใจของภาคธุรกิจในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เลือกลงทุน สร้าง ซื้อ หรือวัดผล ล้วนมีส่วนกำหนดทิศทางของตลาดและเศรษฐกิจในอนาคต

การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียงการสร้างเศรษฐกิจที่เติบโต แต่ต้องเป็นเศรษฐกิจที่สามารถแข่งขันได้ มุ่งสู่ Net Zero และเติบโตควบคู่ไปกับธรรมชาติ

นี่คือวิธีที่เราจะเปลี่ยน Shocks ให้กลายเป็น Shifts”