
2 กันยายน 2569 – เปิดฉากแล้ววันนี้ งาน GCNT Expo 2026 เวทีรวมพลังเครือข่ายความยั่งยืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในไทย ภายใต้แนวคิด “FROM SHOCK TO SHIFT: Sustainable Transition in a Fractured World” ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค กรุงเทพฯ เปิดพื้นที่สำคัญให้ทุกภาคส่วนร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง เชื่อมโยงองค์ความรู้ และผนึกพลังขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน ท่ามกลางความผันผวนและความท้าทายรอบด้านของโลก

บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้า มีผู้นำและเครือข่ายจากภาครัฐ องค์การสหประชาชาติ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม ภาคการศึกษา ตลอดจนคนรุ่นใหม่ เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง โดยพิธีเปิดได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้นำจากหลากหลายภาคส่วน อาทิ คุณศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ และนายกสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย, คุณ Michaela Friberg-Storey ผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย, คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), คุณประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน), ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหาร ยุทธศาสตร์ข้อมูลและการสื่อสาร เครือเจริญโภคภัณฑ์, คุณฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน), คุณ Richard Maloney กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย, คุณพิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล, คุณวรรณี เจียรวนนท์ รอสส์ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนนานาชาติคอนคอร์เดียน, คุณเคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและบรรณาธิการบริหาร สำนักข่าว THE STANDARD แขกผู้มีเกียรติและสื่อมวลชน ทั้งนี้ GCNT Expo 2026 จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 2–4 กันยายน 2569 เพื่อร่วมกันเปลี่ยน “Shock” ที่โลกกำลังเผชิญ สู่ “Shift” ที่นำไปสู่การลงมือทำและสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

คุณศุภชัย ชวนเปลี่ยน “Shock” เป็น “Shift” พร้อมยกระดับจาก “Action” สู่ “Impact”
คุณศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ และนายกสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (Global Compact Network Thailand: GCNT) ผนึกพลังเครือข่ายกว่า 160 องค์กร เชื่อมโยงภาครัฐ ภาคธุรกิจ องค์การสหประชาชาติ ภาคประชาสังคม ภาคการศึกษา และคนรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนเป้าหมาย SDGs ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนปี 2030 พร้อมชี้ว่า ท่ามกลางแรงกระแทกจากภูมิรัฐศาสตร์ สภาพภูมิอากาศ AI ความเหลื่อมล้ำ และกฎเกณฑ์ด้านความยั่งยืน ไทยต้องก้าวจากการ “รับมือ” สู่การเปลี่ยน “Shock” เป็น “Shift” และยกระดับจาก “Action” สู่ “Impact” โดยมีคนเป็นศูนย์กลางและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ในโอกาสเปิด งาน GCNT Expo 2026 เวทีรวมพลังเครือข่ายความยั่งยืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในไทย ภายใต้แนวคิด “From Shock to Shift: Building Sustainable Transition Infrastructure” คุณศุภชัยเน้นว่า “การเปลี่ยนผ่านที่ยั่งยืนไม่อาจเกิดจากภาคส่วนใดเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือเพื่อสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ ธุรกิจ การพัฒนาคน และโอกาสใหม่ ๆ ให้เติบโตไปพร้อมกัน”
“ตลอดกว่า 10 ปี GCNT ทำหน้าที่เชื่อมโยงภาคธุรกิจไทยกับวาระความยั่งยืนระดับโลก ผ่านการพัฒนาหลักสูตรกับมหาวิทยาลัย การสร้าง Learning Centers เกือบ 100 แห่งทั่วประเทศ โครงการ SDGs Youth Creator ที่มีเยาวชนเข้าร่วมกว่า 1,000 คน รวมถึงการผลักดันประเด็นเชิงนโยบาย สะท้อนการขยับจากการสร้าง Awareness สู่การสร้างความร่วมมือและผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม”
คุณศุภชัยเสนอให้ทุกภาคส่วนเปลี่ยนจาก “ต่างคนต่างทำ” สู่การบูรณาการ และเชื่อมโยง SDGs เข้ากับยุทธศาสตร์ธุรกิจอย่างเป็นระบบ พร้อมขยาย Action-based Learning ให้ SMEs เกษตรกร ผู้ประกอบการ และชุมชนเข้าถึงความรู้ เทคโนโลยี และโอกาสใหม่ ๆ รวมถึงใช้ AI และนวัตกรรมอย่างมีจริยธรรม เพื่อเป็นพลังลดความเหลื่อมล้ำ
พร้อมชวนผู้เข้าร่วมเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงด้วย 4 เรื่อง ได้แก่ One Action – หนึ่งเรื่องที่จะเริ่มทำ, One Partnership – หนึ่งความร่วมมือที่จะสร้าง, One Measurement – หนึ่งผลลัพธ์ที่จะวัด และ One Story – หนึ่งประสบการณ์ที่จะแบ่งปัน เพราะการเปลี่ยนผ่านที่แท้จริงไม่ใช่เพียงการรู้ว่าต้องเปลี่ยนอะไร แต่คือ การลงมือทำให้เกิดผลลัพธ์จริง และขยายผลผ่านพลังของความร่วมมือ เพื่อเปลี่ยน “Shock” ให้เป็นจุดเริ่มต้นของ “Shift” และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตที่เข้มแข็ง เท่าเทียม และยั่งยืน

UN ชี้ประเทศไทยต้องก้าว จากคำมั่นสู่ผลลัพธ์ จากเงินทุนสู่การลงมือทำ และจากบริษัทผู้นำสู่การเติบโตไปด้วยกัน
คุณ Michaela Friberg-Storey ผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย ชี้ว่า โลกกำลังเผชิญแรงกระแทกรอบด้าน ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ สภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยี และความเชื่อมั่นต่อสถาบันสาธารณะ โดยการเปลี่ยน “Shock” สู่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง ต้องอาศัย ภาวะผู้นำ การลงทุน และความร่วมมือ จากทุกภาคส่วน พร้อมย้ำบทบาทสำคัญของภาคธุรกิจในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านผ่านการลงทุน การจัดซื้อ และนวัตกรรม
คุณมิเกลล่าเสนอ 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ “จากความมุ่งมั่นสู่ความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้” (From Ambition to Accountability), “จากเงินทุนสู่การลงมือทำเพื่อการเปลี่ยนผ่าน” (From Commitment Capital to Capital at Work) และ “จากบริษัทผู้นำสู่ระบบนิเวศที่ขับเคลื่อนร่วมกัน” (From Leading Companies to Leading Ecosystems) พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยต้องก้าว จากคำมั่นสู่ผลลัพธ์ จากเงินทุนสู่การลงมือทำ และจากบริษัทผู้นำสู่การเติบโตไปด้วยกัน โดยสหประชาชาติพร้อมสนับสนุนไทยเดินหน้าสู่อนาคตที่ยั่งยืนและครอบคลุม

รองนายกฯ ชูวิทยาศาสตร์–นวัตกรรม เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส สร้าง Nature Positive ให้เกิดขึ้นจริง
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ทางรอดประเทศไทย ฝ่าวิกฤตสู่ความยั่งยืน” ถ่ายทอดมุมมองต่อแนวทางที่ประเทศไทยจะสามารถรับมือกับความท้าทายและเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส พร้อมเปิดงานอย่างเป็นทางการ ก่อนร่วมถ่ายภาพและเยี่ยมชมนิทรรศการที่นำเสนอแนวคิด นวัตกรรม และแนวทางการขับเคลื่อนความยั่งยืนจากหลากหลายภาคส่วน
ยังเสนอให้ภาครัฐมีบทบาทลงทุนในงานวิจัยเชิงลึกและรับความเสี่ยงในระยะเริ่มต้น ก่อนส่งต่อองค์ความรู้และนวัตกรรมที่ผ่านการพิสูจน์แล้วสู่ภาคเอกชนเพื่อ Scale Up โดยอาศัยความร่วมมือจากมหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ ภาคการเงิน ภาคประชาสังคม และชุมชน
ขณะเดียวกัน การขับเคลื่อน Circular Economy ต้องตอบโจทย์ทั้งเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม เช่น การแก้ปัญหาการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ด้วยการนำมาแปรรูปและเพิ่มมูลค่า เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรและเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่ธุรกิจ ขณะที่ทรัพยากรและ Biodiversity ในแต่ละพื้นที่สามารถต่อยอดด้วยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม จากสินค้าเกษตรพื้นฐานสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง อาหารเพื่อสุขภาพ และผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ สร้างรายได้ให้ชุมชนควบคู่กับแรงจูงใจในการอนุรักษ์ธรรมชาติ
ศ.ดร.ยศชนัน ย้ำว่า Nature Positive ไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นวาระของทุกภาคส่วน โดยการอนุรักษ์จะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืนเมื่อเชื่อมโยงกับรายได้และคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมออกแบบการพัฒนาที่เหมาะกับบริบทของพื้นที่ รวมถึงสร้างโอกาสให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงระบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เพื่อให้สามารถเรียนรู้ ทำงาน และพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างต่อเนื่อง
ท้ายที่สุด “Nature Positive” ไม่ได้หมายถึงเพียงการอนุรักษ์ธรรมชาติ แต่คือการออกแบบอนาคตที่ธรรมชาติฟื้นคืน คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และเศรษฐกิจเติบโตไปพร้อมกัน โดยมีวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

UNDP ย้ำ SDGs ไม่ใช่เพียงเป้าหมายด้านความยั่งยืน แต่เป็น “แผนที่” ที่ชี้ทั้งความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจ
ต่อเนื่องด้วย Keynote จาก คุณ Niamh Collier-Smith, UNDP Resident Representative in Thailand ในประเด็น “SDG Impact” สะท้อนความสำคัญของการเปลี่ยนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ท่ามกลางวิกฤตรอบด้านทั้งสภาพภูมิอากาศ พลังงาน ภูมิรัฐศาสตร์ และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมองว่า SDGs ไม่ใช่เพียงเป้าหมายด้านความยั่งยืน แต่เป็น “แผนที่” ที่ชี้ทั้งความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจ พร้อมย้ำว่าไทยยังต้องเร่งขับเคลื่อนด้าน Climate Action การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และธรรมาภิบาล
พร้อมเสนอ 3 กลไกสำคัญ Signals – Rules – Protection เพื่อเร่งระดมเงินทุนเอกชนสู่การเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะการลงทุนตามเป้าหมาย Net Zero 2050 ทั้งพลังงานสะอาด อุตสาหกรรมสีเขียว และ Nature-based Solutions ขณะที่ ESG และ Supply Chain จะมีบทบาทสำคัญต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทย พร้อมย้ำว่า การตัดสินใจของภาคธุรกิจในวันนี้จะมีส่วนกำหนดเศรษฐกิจแห่งอนาคต และเปลี่ยน “Shocks” ให้เป็น “Shifts”

ผู้นำธุรกิจ และ KOLs ด้านยั่งยืน ร่วมถ่ายทอดมุมมอง “Shift” ในโลกใหม่
ในช่วงบ่ายเข้าสู่ High-Level Segment ที่รวมมุมมองจากผู้นำองค์กรชั้นนำ และ KOLs ด้านยั่งยืนของประเทศไทย เริ่มจาก คุณซิกเว่ เบรกเก้ ประธานผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ถ่ายทอดวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “From Algorithmic Shock to Ethical Shift: Why Trust is the Currency of Thailand’s Digital Future” ชวนมองการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI ที่ต้องเดินควบคู่กับความไว้วางใจ จริยธรรม และความรับผิดชอบ
คุณซิกเว่เปรียบ AI เสมือน “รถซูเปอร์คาร์” ที่ทรงพลังและเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง หากปราศจากกฎเกณฑ์และระบบกำกับดูแลที่เหมาะสม อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อทั้งผู้ใช้งานและสังคม พร้อมชี้ว่าแม้ AI จะถูกนำมาใช้แพร่หลาย แต่ “Trust Gap” หรือช่องว่างด้านความไว้วางใจ ยังคงเป็นโจทย์สำคัญ ดังนั้น การพัฒนา AI จึงต้องมีมนุษย์เข้ามามีส่วนร่วมในการกำกับ ตรวจสอบ และตัดสินใจอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะประเด็นสำคัญอย่าง Data Privacy, Responsible AI และ Cybersecurity
สำหรับภาคธุรกิจ การสร้างคุณค่าจาก AI ต้องมองอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การกำหนดเป้าหมายทางธุรกิจ การสร้างฐานข้อมูลที่มีคุณภาพ การยกระดับทักษะบุคลากร ไปจนถึงการปรับรูปแบบการทำงานและโครงสร้างองค์กร พร้อมวางระบบกำกับดูแลและประเมินความเสี่ยงก่อนนำ AI ไปใช้งานจริง โดยยึดหลัก “Learn, Test, Scale” เรียนรู้ ทดลองในพื้นที่ที่ปลอดภัย และขยายผลเมื่อมั่นใจ เพื่อเปลี่ยนความปั่นป่วนจากเทคโนโลยี หรือ “Algorithmic Shock” ไปสู่ “Ethical Shift” ที่สร้างความเชื่อมั่น คุณค่า และอนาคตดิจิทัลที่ยั่งยืนให้กับประเทศไทย

ด้าน คุณประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ร่วมปาฐกถาในหัวข้อ “Sustain the Chain, Share the Gain: ต่อยอดทศวรรษแห่งการลงมือทำ เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน” ถ่ายทอดแนวคิดการสร้างความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่คุณค่า พร้อมย้ำว่าท่ามกลางความผันผวนจากภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และวิกฤตสิ่งแวดล้อม การทำธุรกิจแบบต่างคนต่างอยู่ไม่เพียงพออีกต่อไป โดย CPF ซึ่งมีคู่ค้ากว่า 5,000 ราย ได้นำแนวคิดการเติบโตไปด้วยกันของโตโยต้ามาประยุกต์ใช้ เน้นการสร้าง Flexibility และ Resilience ร่วมกันตลอด Value Chain เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและความยั่งยืนในระยะยาว
ด้านการดำเนินงาน CPF ใช้ระบบบูรณาการเพื่อบริหารต้นทุนและยกระดับความปลอดภัยอาหาร ควบคู่กับการสร้างความมั่นคงทางอาหาร อาทิ การส่งเนื้อไก่ส่วนเพิ่ม 900,000 กิโลกรัมช่วยสิงคโปร์ในช่วงโควิด-19 และโครงการ “ไก่ไทยไปอวกาศ” ที่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูงของ NASA ขณะเดียวกันยังช่วยเสริมสภาพคล่องให้คู่ค้า SME ผ่านโครงการ Faster Payment ลดระยะเวลาชำระเงินจาก 30 วันเหลือ 15 วัน และร่วมกับธนาคารกรุงเทพใช้ใบเสร็จจาก CPF เป็นหลักประกันเงินกู้ดอกเบี้ยพิเศษ
หลังโควิด-19 CPF เดินหน้าต่อยอดการพัฒนาคู่ค้าผ่านโครงการ SME Excellent เปิดอบรม Lean และ Six Sigma โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย พร้อมส่งวิศวกรและนิสิตวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เข้าช่วยปรับปรุงโรงงานคู่ค้านาน 6 เดือน โดยนำต้นทุนที่ประหยัดได้ไปลงทุนต่อยอดด้านสิ่งแวดล้อม ขณะที่ความร่วมมือวิจัยสกัดกลิ่นกะเพราจากก้านและต้น ยังช่วยให้เกษตรกรจำหน่ายผลผลิตได้ทั้งต้น พร้อมลดต้นทุนการผลิตของ CPF ไปพร้อมกัน
ในด้านสิ่งแวดล้อม CPF เป็นบริษัทอาหารแห่งแรกของโลกที่ได้รับการอนุมัติเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกครบทั้ง 4 มิติจาก SBTi รวมถึงภาคฟาร์มปศุสัตว์ ปัจจุบันใช้พลังงานหมุนเวียนในไทย 35% พร้อมสร้างแรงจูงใจให้คู่ค้าร่วมยกระดับด้านสิ่งแวดล้อม ผ่านรางวัลและ Extra Point ในงาน Partner Day ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับโอกาสทางธุรกิจ สะท้อนแนวคิด “เติบโตไปด้วยกัน” ที่สร้างทั้งความยั่งยืนให้ห่วงโซ่คุณค่าและการเติบโตในระยะยาว

ขณะที่ คุณฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) ถ่ายทอดแนวคิด “DECODING B.J.C.: Turns Sustainability into Business Strategy – ถอดรหัส B-J-C: เปลี่ยนความยั่งยืนเป็นขุมพลังขับเคลื่อนธุรกิจ” ชี้ให้เห็นว่า ความยั่งยืนไม่ควรถูกมองเพียงเป็นเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม แต่สามารถยกระดับเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างความสามารถในการแข่งขัน โดยย้ำว่า “Sustainability ไม่ใช่ต้นทุน แต่เป็นการลงทุนและกลยุทธ์เพื่อความอยู่รอดและการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว” พร้อมชี้ว่า ความยั่งยืนต้องถูกผนวกเข้ากับ Business Strategy อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงกิจกรรม CSR เพื่อรับมือกับ Climate Crisis ข้อจำกัดด้านทรัพยากร ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และความคาดหวังของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป
BJC ขับเคลื่อนแนวคิดดังกล่าวผ่าน 3 แกนหลัก Better Living – Joy & Success – Caring for Community โดยมุ่งสร้างทั้ง Social Impact และ Business Value ควบคู่กัน อาทิ การลงทุน Solar Rooftop กำลังการผลิตประมาณ 65 MW ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายราว 840 ล้านบาท การยกระดับร้านโชห่วยกว่า 400,000 ร้านทั่วประเทศด้วย POS และ Data รวมถึงการสนับสนุน SME ผ่านแนวทาง Handholding ตั้งแต่ด้าน Packaging ไปจนถึงการตลาด ซึ่งขยายจาก 33 รายเป็นประมาณ 280 ราย
นอกจากนี้ BJC ยังนำศักยภาพของธุรกิจมาสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน ผ่านการใช้พื้นที่ร้านค้าเป็น Community Centerการสนับสนุนแม่และเด็ก และการส่งเสริมสินค้าเพื่อสุขภาพ เพื่อทำให้ “Healthy Choice” กลายเป็น “Easy Choice” สะท้อนการเปลี่ยน Sustainability จากสิ่งที่ธุรกิจ “ต้องทำ” สู่พลังที่ช่วยให้ธุรกิจ “เติบโตไปพร้อมกับสังคมและสิ่งแวดล้อม” ได้อย่างยั่งยืน

ในมิติด้านการเงิน คุณ Richard Maloney กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ถ่ายทอดมุมมองในหัวข้อ “Financing the Shift: Turning Thailand’s Sustainability Ambition into Bankable Action” โดยชี้ว่า ความยั่งยืนกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ 47% จากระดับปี 2019 ภายในปี 2035 ขณะที่กฎการค้าและมาตรฐานด้านความยั่งยืนทั่วโลกมีความเข้มข้นขึ้น และส่งผลกระทบต่อธุรกิจตลอด Supply Chain
คุณ Richard ระบุว่า เงินทุนเพื่อความยั่งยืนมีอยู่และกำลังถูกนำไปใช้จริง โดย ณ สิ้นปี 2025 UOB ประเทศไทยมีสินเชื่อด้านการเงินเพื่อความยั่งยืนสะสม 75,000 ล้านบาท และประมาณครึ่งหนึ่งของสินเชื่อใหม่ในปี 2025 เป็นสินเชื่อสีเขียวหรือสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืน พร้อมแนะนำให้ธุรกิจเริ่มจาก “ปัญหาของธุรกิจ” ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เลือกโครงการที่ทำได้จริง วัดผลได้ เรียนรู้จากผลลัพธ์ และค่อยขยายผล โดยการเปลี่ยนผ่านจะเกิดขึ้นได้เร็วขึ้นเมื่อภาคธุรกิจ ธนาคาร ผู้ให้บริการเทคโนโลยี หน่วยงานกำกับดูแล บริษัทขนาดใหญ่ และ SME เชื่อมโยงกันเป็น Ecosystem

ต่อด้วยแนวคิด “Saraburi Sandbox: Inclusive Green Transition Model” โดย คุณธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ซึ่งนำเสนอโมเดลการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมและพื้นที่สู่เศรษฐกิจสีเขียว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมซีเมนต์ที่เป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของการมุ่งสู่ Net Zero 2050
เอสซีจีเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมทั้งการเปลี่ยนจากถ่านหินสู่ Biomass ซึ่งช่วยลดการใช้ถ่านหินได้เกือบ 50% ควบคู่กับการพัฒนา ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมแบ่งปันเทคโนโลยีผ่านสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย เพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานของอุตสาหกรรมในภาพรวม
หัวใจของ “Saraburi Sandbox” คือการใช้สระบุรีเป็นพื้นที่นำร่องสำหรับทดลองแนวทางและกฎเกณฑ์ใหม่ ก่อนขยายผลในระดับประเทศ ภายใต้แนวคิด “ทำเล็กไปขยายใหญ่” และการพัฒนาแบบ Area-Based ที่เชื่อมโยงภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชน ตั้งแต่การรับซื้อชีวมวลเพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชน การส่งเสริมการทำนาเปียกสลับแห้งเพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทน ไปจนถึงการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการฟื้นฟูธรรมชาติ
ความสำเร็จของโมเดลได้รับการนำเสนอในเวทีระดับนานาชาติ และสะท้อนให้เห็นว่าแนวทาง PPP และ Inclusive Transition สามารถนำไปปรับใช้กับพื้นที่อื่นได้ โดยเลือกใช้เทคโนโลยีและแนวทางให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสีเขียวสร้างประโยชน์ร่วมกันทั้งต่อธุรกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

อีกหนึ่งมุมมองผ่าน Fireside Chat “17 Goals, One Journey” โดย คุณอเล็กซ์ เรนเดลล์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีอีซี เอ็ชคิว จำกัด ที่ถ่ายทอดพัฒนาการของประเด็นความยั่งยืนตลอด 10 ปี จากเรื่องที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงกิจกรรมจิตอาสา สู่การเป็น Must-Have ที่เชื่อมโยงกับกลยุทธ์ธุรกิจ การลงทุน และพฤติกรรมของผู้บริโภค
คุณอเล็กซ์เน้นย้ำบทบาทของ เยาวชนและการศึกษา ในการสร้าง Green Lifestyle ให้กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน พร้อมชี้ว่าโจทย์สิ่งแวดล้อมของประเทศไทยมีความซับซ้อนและต้องอาศัยความต่อเนื่อง โดยยกตัวอย่างการฟื้นฟูดอยตุง อ่าวมาหยา และชุมชนในจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งสะท้อนว่าการสร้างความยั่งยืนต้องใช้ทั้งเวลา ความร่วมมือ และการสร้างผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่
พร้อมกันนี้ ยังชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่าง CSR กับ Sustainability โดย CSR อาจเป็นกิจกรรมระยะสั้น ขณะที่ Sustainability ต้องอาศัยการทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถติดตามและวัดผลลัพธ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมผลักดันให้ Environmental Education เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้สำหรับเด็กทุกคน เพราะวิกฤตสิ่งแวดล้อมไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการ “รักษ์โลก” แต่กำลังกลายเป็นเรื่องของ “Survival” ที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้คน

สำหรับ คุณต้องใจ ธนะชานันท์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดกลุ่มงานความยั่งยืนและกลยุทธ์ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ได้ขึ้นบรรยายในหัวข้อ “Shifting Operating Model to Withstand Shocks” โดยชี้ว่า Sustainability ต้องถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของ Business Model และกลยุทธ์องค์กร เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ธุรกิจท่ามกลางความผันผวนจากเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ Climate Change และวิกฤตต่าง ๆ
ภายใต้แนวคิด “Doing Good and Doing Well” ธุรกิจต้องสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจ โดยใช้ทั้งวินัยทางการเงิน การตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูลและเหตุผล ตลอดจนการวิจัยและ Feasibility Study เพื่อประเมินความเป็นไปได้ก่อนลงทุน ขณะเดียวกันต้องเสริมความยืดหยุ่นทั้งในด้านธุรกิจและ Supply Chain ผ่านการกระจายตลาดและแหล่งรายได้ รวมถึงการลงทุนด้านพลังงานสะอาด Circular Economy และการบริหารจัดการน้ำ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงในระยะยาว
คุณต้องใจเน้นย้ำว่า Sustainability ต้องเริ่มจาก Mindset Shift ทั้งในองค์กรและสังคม เพื่อให้ทุกคนมองเห็นว่า การสร้างผลกำไร การเติบโตของธุรกิจ และการสร้างประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ไม่ได้เป็นเป้าหมายที่ขัดแย้งกัน แต่สามารถเดินหน้าไปพร้อมกันและสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนได้

ปิดท้ายด้วยช่วง “The First Shift Begins Within” ที่เชื่อมโยงเรื่องความยั่งยืนเข้ากับการเปลี่ยนแปลงจากภายใน ผ่านบทสนทนาและแรงบันดาลใจจาก คุณแพท วง Klear (รัณนภันต์ ยั่งยืนพูนชัย) และ ดร.สรยุทธ รัตนพจนารถผู้อำนวยการร่วม ธนาคารจิตอาสา

ขณะเดียวกัน Side Stage ณ Common Room ทรู ดิจิทัล พาร์ค เวสท์ ชั้น 3 ก็เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ได้รับความสนใจ โดยจัด SDG Young Creator Training เปิดโอกาสให้เยาวชนและคนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับบทบาทของ GCNT และความสำคัญของงาน GCNT Expo 2026 พร้อมเสริมทักษะการสื่อสารเรื่องความยั่งยืน ตั้งแต่การเปลี่ยนจาก “Awareness to Action” ไปจนถึงการสร้างเรื่องราวที่ทรงพลังจากประสบการณ์และกิจกรรมภายในงาน
นอกจากนี้ Side Stage ยังมี Panel Discussion โดย Bosch Thailand ที่เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างภาคธุรกิจ GCNT และคนรุ่นใหม่ ก่อนต่อยอดสู่เวที “From Global Agenda to Local Action: Development Practitioners on Thailand’s Path to Sustainability” ซึ่งรวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากภาควิชาการ สหประชาชาติ และองค์กรด้านการพัฒนา มาร่วมพูดคุยถึงการเชื่อมโยงวาระการพัฒนาระดับโลกสู่การลงมือทำในบริบทของประเทศไทย

ภาพรวมของงานวันนี้จึงสะท้อนพลังของ “การเปลี่ยนผ่าน” ในหลายมิติ ตั้งแต่ระดับนโยบาย วิสัยทัศน์ของผู้นำองค์กร การเงิน เทคโนโลยี ไปจนถึงการพัฒนาศักยภาพคนรุ่นใหม่ โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือการเปลี่ยนจากการรับมือกับแรงกระแทกของโลก หรือ “Shock” ไปสู่การสร้าง “Shift” ที่เป็นรูปธรรม และร่วมกันออกแบบอนาคตประเทศไทยให้เติบโตอย่างสมดุล แข็งแกร่ง และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง















