
22 กรกฎาคม 2569 – คุณวัลลภ เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ในฐานะประธานโครงการมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ ร่วมไถ่ชีวิตโค-กระบือถวายเป็นพระราชกุศล ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (Memorandum of Understanding: MOU) กับ รองศาสตราจารย์ ดร.โฆษิต ศรีภูธร อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือด้านวิชาการ งานวิจัย และนวัตกรรม ต่อยอดการประยุกต์ใช้แพลตฟอร์มการตลาดดิจิทัล “พี่ช้าง น้องชบา” สำหรับเกษตรกรในโครงการฟาร์มกระบือทันสมัย (Buffalo Modern Farm) ซึ่งพัฒนาขึ้นภายใต้โครงการวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มุ่งยกระดับองค์ความรู้ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ขยายโอกาสทางการตลาด และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ชุมชน

ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการบูรณาการองค์ความรู้จากภาคการศึกษาเข้ากับศักยภาพของภาคเอกชน เพื่อนำนวัตกรรม งานวิจัย และเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม ยกระดับคุณภาพชีวิต เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยได้รับเกียรติจาก คุณสารกิจ ถวิลประวัติ รองประธานโครงการมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ ร่วมไถ่ชีวิตโค-กระบือถวายเป็นพระราชกุศล ดร.สวัสดิ์ ธรรมบุตร รองประธานโครงการมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ ร่วมไถ่ชีวิตโค-กระบือถวายเป็นพระราชกุศล คุณสุปรี เบ้าสิงห์สวย โครงการมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ ร่วมไถ่ชีวิตโค-กระบือถวายเป็นพระราชกุศล คุณสุพชัย ปัญญาเอก ผู้จัดการโครงการฟาร์มกระบือทันสมัย มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ รองศาสตราจารย์ ดร.ณรงค์ศักดิ์ โยธา ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาคริต นวลฉิมพลี คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมชาติ ดีอุดม หัวหน้าสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จงกล จันทร์เรือง หัวหน้าโครงการวิจัยฯ คุณศิรินทร์พร เดียวตระกูล รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และคุณศรีรัตน์ รอดณรงค์ ผู้อำนวยการภารกิจการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศด้านการเตรียมรับสังคมสูงวัย พร้อมคณะ ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมบอร์ดรูม ชั้น 30 อาคารซีพี ทาวเวอร์ สีลม
โครงการฟาร์มกระบือทันสมัย เป็นการต่อยอดจาก โครงการมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ ร่วมไถ่ชีวิตโค-กระบือถวายเป็นพระราชกุศล ซึ่งดำเนินงานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 ด้วยพระราชกุศลอันมุ่งอนุรักษ์กระบือไทย ควบคู่กับการสร้างอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร โดยตลอดระยะเวลากว่า 24 ปี โครงการได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องจากการมอบกระบือให้แก่เกษตรกร สู่การสร้างระบบการเลี้ยงกระบือที่มีมาตรฐานและสามารถสร้างรายได้อย่างยั่งยืน
ปัจจุบันโครงการมีสมาชิก 2,889 ครอบครัว และได้มอบแม่โคและกระบือให้แก่เกษตรกรแล้วรวม 2,314 ตัว ซึ่งสามารถขยายผลจนให้กำเนิดลูกกระบือแล้วกว่า 5,000 ตัว สะท้อนความสำเร็จในการอนุรักษ์และขยายพันธุ์กระบือไทย ควบคู่กับการสร้าง “ทุนชีวิต” ให้แก่เกษตรกร พร้อมยกระดับสู่ โครงการฟาร์มกระบือทันสมัย (Buffalo Modern Farm) ที่มีฟาร์มต้นแบบเข้าร่วมแล้ว 57 ฟาร์ม เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการฟาร์มด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสมัยใหม่ สร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงแก่เกษตรกร
อย่างไรก็ตาม แม้การเลี้ยงกระบือจะเป็นอาชีพที่สร้างคุณค่าทั้งด้านเศรษฐกิจและการอนุรักษ์พันธุกรรมกระบือไทย แต่ก็เป็นการลงทุนระยะยาว โดยแม่กระบือใช้เวลาตั้งท้องประมาณ 11 เดือน และต้องใช้เวลาเลี้ยงลูกจนสามารถสร้างผลตอบแทนได้ราว 3 ปี ทำให้เกษตรกรจำเป็นต้องมีรายได้หมุนเวียนจากการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรระหว่างรอผลตอบแทนจากการเลี้ยงกระบือ
ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์จึงร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน เพื่อนำองค์ความรู้ด้านวิชาการ งานวิจัย และเทคโนโลยีดิจิทัล มาต่อยอดการพัฒนาโครงการฟาร์มกระบือทันสมัย ผ่านการประยุกต์ใช้แพลตฟอร์มการตลาดดิจิทัล “พี่ช้าง น้องชบา” ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงเกษตรกรกับผู้บริโภคโดยตรง เพิ่มช่องทางการจำหน่าย ลดต้นทุนด้านการตลาด เพิ่มมูลค่าผลผลิต และสร้างรายได้ระหว่างการเลี้ยงกระบือ อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากในระยะยาว
ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันดำเนินงานด้านการวิจัย การถ่ายทอดองค์ความรู้ การพัฒนานวัตกรรม การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การพัฒนาศักยภาพเกษตรกร และการต่อยอดช่องทางการตลาด เพื่อยกระดับโครงการฟาร์มกระบือทันสมัยให้เป็นต้นแบบการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากที่สามารถขยายผลสู่ชุมชนอื่น ๆ ได้ในอนาคต

รองศาสตราจารย์ ดร.โฆษิต ศรีภูธร อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการบูรณาการศักยภาพของภาคการศึกษา ภาคเอกชน และภาครัฐ เพื่อยกระดับชุมชนอย่างครบวงจรตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ตั้งแต่การพัฒนามาตรฐานการผลิต การแปรรูป การสร้างผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ (New Product และ New Service) ไปจนถึงการนำงานวิจัยมาต่อยอดสู่การตลาดดิจิทัล (Digital Marketing) เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับชุมชน
รองศาสตราจารย์ ดร.โฆษิต กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมุ่งนำองค์ความรู้และงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ผ่านแนวคิด Social Engagement และ Social Enterprise โดยความร่วมมือกับ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในครั้งนี้ จะช่วยผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง พร้อมยกระดับสินค้าชุมชนให้สามารถแข่งขันได้ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล
นอกจากนี้ ยังมุ่งขับเคลื่อน “Thailand Silver Economy” ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่มีมาตรฐาน โดยผสานภูมิปัญญาของคนรุ่นเก่ากับองค์ความรู้ของคนรุ่นใหม่ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศ

ด้าน คุณศิรินทร์พร เดียวตระกูล รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า วช. รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือระหว่างมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ซึ่งสะท้อนถึงความร่วมมือของภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน ในการนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
คุณศิรินทร์พร กล่าวว่า ในฐานะหน่วยงานบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ วช. ให้ความสำคัญกับการผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง ทั้งในมิติสังคม ชุมชน และเศรษฐกิจ โดยโครงการของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสานถือเป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของการนำงานวิจัยไปต่อยอดจนเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและสามารถขยายผลสู่พื้นที่ได้จริง
นอกจากนี้ วช. ยังเดินหน้าสนับสนุนงานวิจัยในหลากหลายมิติ ทั้งด้านสังคมสูงวัย การเกษตร อุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาศักยภาพนักวิจัย พร้อมส่งเสริมความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์และต่อยอดเชิงพาณิชย์ อันจะช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

ขณะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จงกล จันทร์เรือง หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า แพลตฟอร์ม “พี่ช้าง น้องชบา” ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 โดยมีเครือข่ายมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลทั้ง 9 แห่ง ร่วมพัฒนาชุมชนตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อยกระดับสินค้าและบริการชุมชนด้วยนวัตกรรมดิจิทัล
แพลตฟอร์มนี้รวบรวมทั้งการท่องเที่ยวและการจำหน่ายสินค้าชุมชนไว้ในระบบเดียว พร้อมเชื่อมโยงชุมชนกับผู้บริโภคผ่านแอปพลิเคชัน โดยมีนักวิจัยจากเครือข่ายมหาวิทยาลัยทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยง” ถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพของชุมชน ปัจจุบันมีเครือข่ายมหาวิทยาลัยร่วมดำเนินงานกว่า 40 แห่ง และมีชุมชนเข้าร่วมแล้วมากกว่า 100 ชุมชนทั่วประเทศ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จงกล กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือกับ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) จะช่วยต่อยอดการสร้างรายได้ให้เกษตรกรและชุมชน ผ่านการพัฒนาช่องทางการตลาดดิจิทัล การเพิ่มมูลค่าสินค้า และการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน โดยตั้งเป้าขยายผลไปยังพื้นที่เครือข่ายของมูลนิธิ เพื่อสร้างรายได้และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน


การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการบูรณาการศักยภาพระหว่าง มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ในการนำนวัตกรรม งานวิจัย และเทคโนโลยีดิจิทัลมาต่อยอดโครงการฟาร์มกระบือทันสมัย ครอบคลุมทั้งด้านการผลิต การบริหารจัดการ และการตลาด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกร สร้างรายได้ที่มั่นคง ยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน




