
เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เดินหน้าขับเคลื่อน “ปิง วัง ยม น่าน โครงการฟื้นฟูป่าของคนไทย” เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูผืนป่าต้นน้ำทั้ง 4 สาย ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน ภายใต้แนวคิด “คนอยู่ได้ ป่าอยู่รอด” โดยส่งเสริมการสร้างอาชีพที่อยู่ร่วมกับผืนป่าได้อย่างยั่งยืน ผ่านการพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าของกาแฟตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ จนต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ “กาแฟ ปิง วัง ยม น่าน” ในฐานะผลิตภัณฑ์ Creating Shared Value (CSV) ที่เชื่อมโยงคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม
ภายใต้โครงการดังกล่าว เครือซีพีใช้การพัฒนาห่วงโซ่คุณค่ากาแฟเป็นกลไกสำคัญในการสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนร่วมอนุรักษ์และฟื้นฟูผืนป่า เริ่มตั้งแต่ ต้นน้ำ ด้วยการส่งเสริมการปลูกกาแฟภายใต้ระบบวนเกษตร สนับสนุนต้นกล้า และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเพาะปลูกที่เป็นมิตรต่อระบบนิเวศ เพื่อฟื้นฟูผืนป่าและสร้างรายได้ให้ชุมชน

ในส่วนของ กลางน้ำ เครือซีพีสนับสนุนเครื่องจักรและเทคโนโลยีการแปรรูปกาแฟ เพิ่มกำลังการผลิต พัฒนามาตรฐานคุณภาพ และจัดตั้งศูนย์วิจัยและเรียนรู้ด้านกาแฟ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม และยกระดับผลผลิตสู่กาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) ขณะที่ ปลายน้ำ มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ สร้างแบรนด์ เชื่อมโยงเครือข่ายตลาด และต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ Creating Shared Value (CSV) เพื่อเพิ่มมูลค่าและกระจายรายได้กลับสู่เกษตรกรและชุมชนผู้ดูแลผืนป่าอย่างยั่งยืน
แนวทางดังกล่าวสะท้อนบทบาทของภาคธุรกิจในการสร้างระบบเศรษฐกิจที่เติบโตควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยใช้ผลิตภัณฑ์เป็นกลไกสร้างคุณค่าร่วม (CSV) ให้ทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์ร่วมกัน ทั้งชุมชน ผู้บริโภค ภาคธุรกิจ และสิ่งแวดล้อม อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว

เมื่อเร็ว ๆ นี้ เครือซีพีได้นำผลิตภัณฑ์ “กาแฟ ปิง วัง ยม น่าน” ร่วมจัดแสดงในงานเปิดตัวโมเดล “Reforest Tokenization” ยกระดับผืนป่าสู่ทุนธรรมชาติยุคดิจิทัล เพื่อสะท้อนแนวคิดว่าการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติจะยั่งยืนได้ เมื่อการดูแลผืนป่าสามารถสร้างอาชีพและรายได้ให้ชุมชนควบคู่กัน โดย “กาแฟ ปิง วัง ยม น่าน” เป็นตัวอย่างของการสร้างคุณค่าจากผืนป่าผ่านการพัฒนาห่วงโซ่คุณค่ากาแฟ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ Reforest Tokenization ที่มุ่งเปลี่ยนบทบาทของชุมชนจาก “ผู้ใช้ประโยชน์” สู่ “ผู้พิทักษ์ผืนป่า” ผ่านกลไกที่ทำให้การดูแลและฟื้นฟูป่าสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน พร้อมใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสนับสนุนการอนุรักษ์อย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และต่อยอดคุณค่าของทุนธรรมชาติ (Natural Capital) ทั้งด้านการกักเก็บคาร์บอน ความหลากหลายทางชีวภาพ และคุณภาพชีวิตของผู้คน
ภายในงานยังได้จัดเวทีเสวนาหัวข้อ “Unlocking Forest Value through Collaboration: ปลดล็อกคุณค่าผืนป่า ผ่านพลังความร่วมมือ” เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดในการผลักดันการฟื้นฟูป่าให้เป็นโมเดลที่ขยายผลได้จริง โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การมีส่วนร่วมของชุมชน และแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ เพื่อให้การอนุรักษ์เดินควบคู่กับการสร้างอาชีพและรายได้อย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับคุณค่าของทุนธรรมชาติ (Natural Capital) ให้เกิดประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชน และเศรษฐกิจ

นายจอมกิตติ ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร ผู้บริหารสูงสุดด้านพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า “เครือซีพีเชื่อว่าการฟื้นฟูผืนป่าอย่างยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ เมื่อชุมชนสามารถมีอาชีพและรายได้จากการดูแลผืนป่า ผ่านการส่งเสริมพืชเศรษฐกิจที่อยู่ร่วมกับป่าได้ การพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าตลอดทั้งระบบ และการเชื่อมโยงตลาด เพื่อให้การอนุรักษ์สามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจควบคู่กับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ”
นายจอมกิตติ กล่าวเพิ่มเติมว่า “โมเดล Reforest Tokenization เป็นอีกหนึ่งแนวทางในการนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการอนุรักษ์ โดยเชื่อมโยงคุณค่าของทุนธรรมชาติเข้ากับนวัตกรรม เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมดูแลและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดโอกาสให้เกิดการสร้างคุณค่าจากทุนธรรมชาติในรูปแบบใหม่ ควบคู่กับการอนุรักษ์และการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน”

ที่ผ่านมา การดำเนินงานด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติของเครือซีพีได้รับรางวัลสูงสุด LESS FRIENDSHIP AWARDS 2025 ในโอกาส 10 ปีแห่งความร่วมมือการลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทย ประเภทกิจกรรมโดดเด่น ระดับ Platinum จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. สะท้อนความมุ่งมั่นในการลดและกักเก็บก๊าซเรือนกระจก ควบคู่กับการขับเคลื่อนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง
เครือซีพีเชื่อว่าการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน พร้อมสร้างกลไกที่เชื่อมโยงธรรมชาติ เทคโนโลยี และชุมชน ให้การอนุรักษ์สามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน เพื่อสร้างอนาคตที่การพัฒนากับการอนุรักษ์เติบโตไปด้วยกัน และสร้างคุณค่าคืนสู่ประเทศชาติ ประชาชน และองค์กร ตามค่านิยม “3 ประโยชน์” ของเครือเจริญโภคภัณฑ์.












