
มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท (ซีพี) ชวนรับฟังข้อมูลความเปลี่ยนผ่านของโลกยุคปัจจุบัน ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงอันเชี่ยวกรากของโลกยุคปัจจุบัน ที่ทั้งความผันผวนทางเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน และช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางสังคมกำลังกำหนดอนาคตของมวลมนุษยชาติ คำถามสำคัญในเวทีการประชุมสามัญประจำปีบริหาร 2569 ของมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ไม่ใช่เพียงแค่ “เรากำลังเผชิญหน้ากับอะไร?” หากแต่เป็น “เราจะเตรียมพร้อมและปรับตัวเพื่อรับมือกับสิ่งเหล่านี้ได้เร็วพอหรือไม่?”

เรื่องราวผ่านมุมมองและบทบาทของ คุณสิริลักษณ์ เชียงว่อง หัวหน้าสำนักงานกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) ประจำประเทศไทย ที่มาร่วมถ่ายทอดและปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Trend โลกที่เปลี่ยนไป และการเปลี่ยนแปลงประชากร: ผลกระทบต่อไทย-ความท้าทายและโอกาส” เพื่อเปิดภาพความจริงและจุดประกายความร่วมมือในการขับเคลื่อนสังคมไทย
1. คลื่นความเปลี่ยนแปลงระดับโลกกับความท้าทายของไทย
คุณสิริลักษณ์เริ่มต้นด้วยการเปิดภาพรวม 3 เมกะเทรนด์สำคัญ:
🏦 เศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่ยากจะคาดเดา: สงครามและความขัดแย้งระหว่างประเทศบานปลาย ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวเติบโต ขณะที่ประเทศไทยต้องการเติบโตเพื่อหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง แต่ความเป็นจริงกลับเติบโตได้เพียง 2% ต้นๆ เท่านั้น ซึ่งยังห่างไกลจากเป้าหมายที่สภาพัฒน์คาดการณ์ไว้ว่าต้องโตถึง 7.9% ต่อปี หากต้องการขยับสู่ประเทศรายได้สูง
🌍 วิกฤตสภาพภูมิอากาศ (Climate Change): ประชากรโลกกว่า 57% กำลังเผชิญภัยพิบัติ เช่นเดียวกับไทยที่ต้องรับมือกับวงจรน้ำท่วมรุนแรงในหลายพื้นที่อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน รวมถึงวิกฤตภัยแล้งและฝุ่น PM2.5 ที่ย้อนกลับมาทำร้ายคุณภาพชีวิตและส่งผลต่อการวางแผนที่อยู่อาศัยของประชาชนทุกปี
🧑🧑🧒🧒 ความเหลื่อมล้ำทางสังคมและโครงสร้างพื้นฐาน: แม้ไทยจะก้าวหน้าด้านดิจิทัล มีอัตราการเข้าถึงสมาร์ตโฟนและอินเทอร์เน็ตสูง แต่ในระดับโลกยังมีคนอีกนับร้อยล้านคนที่ขาดแคลนไฟฟ้า น้ำสะอาด ขณะที่เงินทุนสนับสนุนเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ มีแนวโน้มปรับลดลง ยิ่งสร้างแรงกดดันให้ประเทศกำลังพัฒนาต้องพึ่งพาตนเองและอาศัยพลังของความร่วมมือภายในประเทศมากขึ้น
เมื่อมองไปยังเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ ประเทศไทยมีผลงานที่น่าชื่นชมในระดับภูมิภาค โดยบรรลุแนวโน้มเชิงบวกถึง 13 จาก 17 เป้าหมาย ทว่ายังมีหมุดหมายสำคัญที่ยังติดหล่ม โดยเฉพาะเรื่อง ความเท่าเทียมทางเพศ ที่ยังขาดข้อมูลเชิงประจักษ์ในการผลักดันอย่างต่อเนื่อง และ การพัฒนาเมืองและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

2. วิกฤตประชากรไทย: สังคมสูงวัยขั้นสุด และความจริงของ “เด็กเกิดน้อย”
จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างที่ท้าทายที่สุดของไทยในเวลานี้ คือ ภาวะเจริญพันธุ์ต่ำ (Low Fertility) สวนทางกับสังคมสูงวัยขั้นสุด (Super-Aging Society)
👴🏼 ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มตัว โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเกินกว่า 20% และในอีกไม่ถึงทศวรรษ สัดส่วนนี้จะพุ่งสูงจนอาจถึง 1 ใน 3 ของประชากรทั้งประเทศ
👶🏻 ในทางตรงกันข้าม ตัวเลขเด็กแรกเกิดกลับดิ่งลงอย่างน่าใจหาย จากในอดีตที่เคยเกิดปีละนับล้านคน ปัจจุบันลดลงเหลือไม่ถึง 500,000 คนต่อปี และอัตราเจริญพันธุ์รวมลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 1.0 (ในกรุงเทพฯ ต่ำเพียงราว 0.6) ซึ่งต่ำกว่าระดับทดแทนประชากรที่ควรอยู่ที่ 2.1 คนอย่างมาก
👥 พีระมิดประชากรที่เคยเป็นฐานกว้างในอดีต กำลังเปลี่ยนรูปเป็นทรงหัวโตฐานแคบภายในปี 2050 อันหมายถึงวัยแรงงานที่จะลดฮวบจนแทบไม่พยุงระบบ
หลายคนอาจตั้งคำถามว่า “คนรุ่นใหม่ไม่อยากมีครอบครัวแล้วจริงหรือ?”
ข้อมูลวิจัยเชิงลึกจากรายงานสถานการณ์ประชากรโลก (State of the World Population Report) และการสำรวจอนาคตประชากร (Demographic Futures Survey 2026) โดย UNFPA ซึ่งสำรวจคนรุ่นใหม่กว่า 108,000 คนใน 73 ประเทศ รวมถึงไทย ให้คำตอบที่ชัดเจนว่า
“คนรุ่นใหม่ไม่ได้ปฏิเสธการมีลูก แต่พวกเขายังไม่สามารถทำให้ความปรารถนานั้นเกิดขึ้นได้จริง”
อุปสรรคเชิงโครงสร้างที่หนักหน่วง:
💵 ข้อจำกัดทางการเงินและความไม่มั่นคงในงาน: ค่าครองชีพพุ่งสูง คนรุ่นใหม่ต้องดิ้นรนสร้างฐานะและอยากพึ่งพาตนเองให้ได้ก่อน ความมั่นคงทางการเงินจึงกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญอันดับหนึ่งก่อนคิดเรื่องแต่งงานมีลูก
🏠 ภาระที่อยู่อาศัยและการดูแลเด็ก: ราคาที่อยู่อาศัยในเมืองหลวงแพงเกินเอื้อม และสถานรับเลี้ยงเด็กคุณภาพดีที่ราคาจับต้องได้ยังมีไม่เพียงพอ
🤰🏼ภาระที่ไม่เท่าเทียมและบทลงโทษของความเป็นแม่: ผู้หญิงยังคงต้องแบกรับภาระงานบ้านและการดูแลครอบครัวมากกว่าผู้ชายหลายเท่า
🌍 ความกังวลต่ออนาคตและสิ่งแวดล้อม: ความวิตกกังวลว่าโลกในวันข้างหน้า ทั้งเรื่องโลกร้อน มลพิษ และความขัดแย้ง จะไม่น่าอยู่สำหรับลูกหลาน

3. ทางออก: การสร้างเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร และการลงทุนในคนตลอดช่วงชีวิต
เมื่อเด็กเกิดน้อยลง ทุกคนที่เกิดมาจึงยิ่งต้องมี “คุณภาพ” ทว่าผลการประเมิน PISA ล่าสุดกลับสะท้อนสัญญาณเตือนภัย เมื่อคะแนนด้านคณิตศาสตร์และการอ่านของเด็กไทยยังตามหลังค่าเฉลี่ย OECD อย่างมาก บ่งชี้ว่าการศึกษาไทยต้องเร่งปรับปรุงทั้งทักษะวิชาการ การคิดวิเคราะห์ และ Soft Skills เพื่อการใช้ชีวิตจริง
UNFPA จึงเสนอแนวคิด ความพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร (Demographic Resilience) โดยมองว่า การแก้ปัญหาสังคมสูงวัยไม่ใช่แค่การดูแลผู้สูงอายุเพียงอย่างเดียว และไม่ใช่การเร่งให้คนมีลูกโดยไม่พร้อม แต่คือ การลงทุนในมนุษย์ตลอดทุกช่วงชีวิต:
👧🏻 เด็กและเยาวชน: ต้องได้รับการพัฒนาสมอง โภชนาการ ทักษะชีวิต และการศึกษาที่ปลอดภัย ไม่ให้หลุดออกจากระบบการศึกษาเมื่อเผชิญปัญหาตั้งครรภ์ไม่พร้อม
🧑🧑🧒🧒 วัยทำงานและครอบครัว: สร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นมิตรต่อครอบครัว สนับสนุนเศรษฐกิจการดูแล (Care Economy) เพื่อให้คนทำงานสามารถดูแลทั้งบุตรและพ่อแม่สูงวัยได้โดยไม่ต้องละทิ้งความฝัน
👩🏻 ผู้หญิงและกลุ่มเปราะบาง: ทลายอุปสรรคทางเพศ เพื่อดึงศักยภาพของผู้หญิงเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างเต็มที่
👴🏼 ผู้สูงอายุ: เปลี่ยนมุมมองจาก “ภาระ” ให้เป็น “ทุนทางปัญญาและสินทรัพย์ทรงคุณค่า” ผ่านแนวคิด Silver Economy พร้อมทั้งเร่งปิดช่องว่างระยะเวลาเกือบ 7 ปีสุดท้ายของชีวิตที่ผู้สูงอายุมักต้องเผชิญกับภาวะเจ็บป่วย ให้กลายเป็นการสูงวัยอย่างมีสุขภาวะ (Healthy Ageing)
มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท กว่า 4 ทศวรรษที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ ยังคงยืนหยัดและมุ่งมั่นที่จะเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมที่จับต้องได้จริง พร้อมเดินหน้าหลอมรวมศักยภาพ เทคโนโลยี และหัวใจแห่งการให้ เพื่อสร้างโอกาสที่เท่าเทียม ยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างรอบด้าน และส่งต่อคุณค่าแห่งความยั่งยืนสู่คนรุ่นหลังอย่างไม่สิ้นสุด




