ท่านประธานอาวุโสธนินท์ เจียรวนนท์ ขึ้นเวที Nation Forum 2027 ถ่ายทอดวิสัยทัศน์อนาคตประเทศไทยในโลกที่เปลี่ยนแปลง ชี้ AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ ย้ำความสำคัญของการพัฒนาการศึกษา ยกระดับศักยภาพภาคเกษตรกรรม เร่งสร้างงานให้คนรุ่นใหม่มีโอกาสร่วมขับเคลื่อนประเทศ

20 ตุลาคม 2569 กรุงเทพมหานคร- ท่านประธานอาวุโสธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์ในช่วง Special Keynote ของงาน NATION FORUM 2027: THAILAND’S AGENDA เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพมหานคร โดยแสดงความเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยยังเต็มไปด้วยโอกาส พร้อมเสนอแนวทางใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ยกระดับศักยภาพคนไทย เพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจ และต่อยอดจุดแข็งของประเทศสู่เศรษฐกิจใหม่ ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและปรับระบบบริหารภาครัฐให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลง
งานดังกล่าวจัดโดยเนชั่น กรุ๊ป เพื่อเปิดเวทีให้ผู้กำหนดนโยบาย ผู้นำภาคเอกชน นักลงทุน นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อเมกะเทรนด์ของโลกและโอกาสของประเทศไทย โดยนำประเด็นแห่งอนาคตมาสู่การกำหนด “วาระของประเทศไทย” ครอบคลุมทั้งเทคโนโลยี เศรษฐกิจ การลงทุน การพัฒนาทุนมนุษย์ สังคมอายุยืน และการต่อยอดศักยภาพของประเทศ
สำหรับช่วง Dinner Talk กำหนดให้มีการแสดงวิสัยทัศน์จากท่านประธานอาวุโสธนินท์ เจียรวนนท์ พร้อมด้วยคุณพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อร่วมสะท้อนแนวทางยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสให้คนไทยทุกภาคส่วน โดยมีคุณสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ เครือเจริญโภคภัณฑ์ คุณวรรณี เจียรวนนท์ รอสส์ คุณมาริษา เจียรวนนท์ คุณธนิศร์ เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่มธุรกิจค้าส่ง บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) คุณซอง คิม คุณธัญทิพ เจียรวนนท์ ภัทรประสิทธิ์ และคุณพีราวิชญ์ ภัทรประสิทธิ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ และบริษัทในเครือฯ ให้เกียรติเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง
ท่านประธานอาวุโสธนินท์ ได้แสดงวิสัยทัศน์ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางการพัฒนาประเทศ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลก เพื่อร่วมกำหนดวาระสำคัญและขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน โดยเน้นย้ำถึงโอกาสของประเทศไทยในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถของภาคธุรกิจ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยระบุว่า “ปัจจุบันโลกเต็มไปด้วยข้อมูลที่สามารถนำมาศึกษาและคำนวณจนพัฒนาเป็น Large Language Model (LLM) ทำให้ผู้คนเข้าถึงองค์ความรู้ได้มากขึ้น AI จึงเป็นประโยชน์ต่อทั้งสังคมและภาคธุรกิจ ทุกคนสามารถเข้าถึงความรู้ได้อย่างทั่วถึง ขณะที่ความสามารถในการนำความรู้ไปต่อยอดและพัฒนาศักยภาพของแต่ละคนจะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความแตกต่าง ประเทศไทยจึงต้องเร่งพัฒนาการศึกษาให้คนไทยเรียนรู้และใช้ AI ได้อย่างครอบคลุม ซึ่งยังต้องอาศัยการลงทุนอีกมาก และเป็นโอกาสสำคัญสำหรับภาคธุรกิจ”พร้อมชี้ให้เห็นว่า “AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขัน ทำให้คนเก่งขึ้น และสร้างโอกาสในการทำงานมากขึ้น โดยเชื่อว่า AI จะไม่ทำให้คนตกงาน แต่จะทำให้เกิดงานและโอกาสใหม่ ๆ มากขึ้น เมื่อประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ก็จะส่งผลต่อการเติบโตของ GDP ด้วย ขณะเดียวกัน การลงทุนใน Data Center ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการพัฒนา AI และ LLM กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก และเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ประเทศไทยสามารถต่อยอดได้ โดยเฉพาะเมื่อความต้องการใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มสูงขึ้นตามการขยายตัวของเทคโนโลยีดังกล่าว”
สำหรับการยกระดับเศรษฐกิจเดิม ท่านประธานอาวุโสมองว่า “ประเทศไทยยังมีโอกาสอีกมาก โดยเฉพาะภาคการเกษตร ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศ ด้วยสภาพดินฟ้าอากาศที่เหมาะสมและผลผลิตที่มีรสชาติดี อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องพัฒนาระบบชลประทานให้มีประสิทธิภาพ ทั้งเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ เพื่อยกระดับคุณภาพและเพิ่มศักยภาพการผลิต ขณะที่เครือเจริญโภคภัณฑ์กำลังปรับเปลี่ยนกระบวนการเกษตรให้ทันสมัยยิ่งขึ้น ภายใต้นโยบายการทำให้สินค้ามีคุณภาพดีในราคาที่เข้าถึงได้ โดยนำ AI มาเป็นเครื่องมือสำคัญควบคู่กับการพัฒนาด้านโลจิสติกส์”
ในด้านการพัฒนาคน ท่านประธานอาวุโสเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีทั้งปัญญา หรือการลงมือทำ ควบคู่กับการศึกษา หรือปริญญา โดยเชื่อมั่นว่า “ประเทศไทยยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก หากสามารถปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะภาคราชการที่เชื่อมั่นว่ามีบุคลากรที่มีความสามารถ แต่จำเป็นต้องปรับตัวเข้าสู่ระบบดิจิทัล พร้อมพิจารณาเพิ่มรายได้ให้แก่ข้าราชการ นอกจากนี้ ประเทศไทยควรดึงดูดบุคลากรที่มีทักษะสูงเข้ามาช่วยพัฒนาประเทศ เพื่อสร้างงานและเพิ่มโอกาสให้คนไทย”
ท่านประธานอาวุโสยังกล่าวถึงความหวังต่ออนาคตของประเทศไทย ว่า “เชื่อมั่นในความสามัคคีของคนไทยภายใต้สถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งทำให้ประเทศไทยมีเสถียรภาพทางการเมืองและส่งผลที่ดีต่อเศรษฐกิจ พร้อมฝากถึงคนรุ่นใหม่ว่า จำนวนประชากรไทยกำลังลดลง โดยเฉพาะคนวัยหนุ่มสาว จึงไม่ควรกังวลว่าจะไม่มีงานทำ และควรมีการสร้างงานเพื่อรองรับคนรุ่นใหม่ ให้มีโอกาสทำงานและมีส่วนร่วมขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า”
นอกจากนี้ ในงานยังมีแขกผู้เกียรติเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง อาทิ คุณเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี คุณสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี คุณกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คุณสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ คุณประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) คุณจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ และบริษัทในเครือฯ กลุ่มเถ้าแก่ อาทิ คุณณัชชาชนก ณ ตะกั่วทุ่ง คุณนวแพรว มะลิลา คุณเกษสุรางค์ ดีจงกิจ คุณชวัลญา ภักตรนิกร เป็นต้น