รองประธานอาวุโส “ศุภชัย เจียรวนนท์” ขึ้นเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 ชูวิสัยทัศน์เปลี่ยนแต้มต่อประเทศไทย สู่ Global New Economy Hub พลิกความท้าทายโลกเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ชี้ AI คือทางออกและโอกาสสำคัญของประเทศ

วันที่ 4 พฤศจิกายน 69 คุณศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ผู้ก่อตั้งและประธานคณะผู้บริหาร อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป ขึ้นเวทีแสดงวิสัยทัศน์ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 ภายใต้หัวข้อ “เปลี่ยนแต้มต่อ เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่” นำเสนอแนวทางการยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ของโลก หรือ Global New Economy Hub ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจโลก พร้อมชี้ให้เห็นถึงโอกาสของประเทศไทยในการใช้จุดแข็งด้านภูมิศาสตร์ ทรัพยากร เทคโนโลยี และศักยภาพของคนไทย มาสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว สำหรับบริบทโลกในปัจจุบัน คุณศุภชัย ระบุว่า กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญใน 5 ด้าน ได้แก่ 1.การเปลี่ยนผ่านสู่โลกหลายขั้วอำนาจ 2. การเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกผันจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) 3. การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานที่สะอาดและยั่งยืน 4. การลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ (De-Dollarization) ควบคู่กับการเติบโตของสกุลเงินดิจิทัล (Digital Currency) และ 5. การเติบโตของกลุ่มประเทศโลกใต้ (Global South) โดยเฉพาะอาเซียน อินเดีย และกลุ่ม BRICS การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้กำลังปรับภูมิทัศน์เศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานโลกครั้งใหญ่ ทำให้ประเทศไทยต้องเร่งตั้งคำถามว่าจะวางตำแหน่งของตนเองอย่างไร และจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลกในบทบาทใด เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ

พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้ประเทศไทยพิจารณายกระดับบทบาทสู่การเป็น Global New Economy Hub ผ่าน 5 ศูนย์กลางยุทธศาสตร์ ได้แก่

  1. New Economy & Global Supply Chain Hub ศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่และห่วงโซ่อุปทานโลก โดยควรเร่งดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และระบบนิเวศเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ทั้ง Robotics, Cloud Technology, EV และทรัพย์สินทางปัญญา (IP) รวมถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง โดยยกตัวอย่างสหรัฐอเมริกาที่มีการลงทุนด้าน AI คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 3.6% ของ GDP สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่
  2. Technology & Innovation Hub ศูนย์กลางเทคโนโลยีและนวัตกรรม ประเทศไทยจำเป็นต้องยกระดับการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) อย่างจริงจัง ปัจจุบันไทยมีการลงทุนด้าน R&D ประมาณ 0.9% ของ GDP ขณะที่จีนอยู่ที่ประมาณ 2.8% และสิงคโปร์ประมาณ 2% จึงต้องเร่งสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยี และการต่อยอดสู่ธุรกิจเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะการเพิ่มจำนวน Tech Startups ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 2,000 ราย โดยเสนอให้ตั้งเป้าหมายยกระดับจำนวน Tech Startups จาก 2,000 เป็น 200,000 ราย เพื่อเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของการก้าวสู่การเป็น Innovation Hub ที่มีศักยภาพในการสร้างนวัตกรรมและธุรกิจใหม่อย่างต่อเนื่อง
  3. Human Capital Hub ศูนย์กลางทรัพยากรมนุษย์ คุณศุภชัยเน้นย้ำว่า ทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของประเทศคือคน การพัฒนาประเทศจึงต้องให้ความสำคัญกับการปฏิรูปการศึกษาให้สอดรับกับโลกยุค AI ควบคู่กับการยกระดับธรรมาภิบาลและการพัฒนาทักษะใหม่ (Reskilling) โดยเสนอแนวคิด U-Startup และ U-Lab เพื่อเปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัยนำ AI เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการเรียนการสอน พร้อมสร้างแรงจูงใจผ่านระบบรางวัลและเงินทุนตั้งต้น (Seed Fund) เพื่อส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่พัฒนาทักษะด้าน AI และสร้างธุรกิจนวัตกรรมได้ตั้งแต่ในสถาบันการศึกษา นำไปสู่ระบบนิเวศการศึกษาและผู้ประกอบการที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เช่นเดียวกับแนวทางที่เกิดขึ้นในจีน สิงคโปร์ และเกาหลีใต้

  1. Food Security & Healthcare Hub ศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารและสุขภาพ ประเทศไทยมีแต้มต่อสำคัญจากความหลากหลายทางชีวภาพและศักยภาพด้านการเกษตร โดยเฉพาะการผลิตธัญพืชที่มีโอกาสเพิ่มปริมาณการส่งออกได้ถึง 5 เท่า หากมีการพัฒนาระบบชลประทานและนำ Smart Farming มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ควบคู่กับการต่อยอดสู่การเป็นผู้นำด้านความมั่นคงทางอาหาร ระบบ Farm to Table นวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพด้านอาหาร (Food Biotech Innovation) ตลอดจนอุตสาหกรรม Healthcare และ Wellness ซึ่งเป็นตลาดที่มีโอกาสเติบโตสูง โดยเฉพาะตลาด Global Wellness Tourism ที่มีมูลค่ามากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ประเทศไทยจึงมีศักยภาพในการเชื่อมโยงจุดแข็งด้านอาหาร เกษตรกรรม และการแพทย์ เข้าสู่เศรษฐกิจสุขภาพแห่งอนาคต
  2. Global Trade & Connectivity Hub ศูนย์กลางการค้าและการเชื่อมโยง ด้วยทำเลที่ตั้งและความได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศไทยมีศักยภาพในการยกระดับสู่การเป็น Trading Nation หรือประเทศที่มีบทบาทสำคัญด้านการค้าและการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างภูมิภาค โดยปัจจุบันมูลค่าห่วงโซ่อุปทานของไทยอยู่ที่ประมาณ 700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก หากสามารถพัฒนาระบบการค้าและการเชื่อมโยงให้มีประสิทธิภาพ เมื่อประเทศไทยสามารถก้าวสู่การเป็น Trade Hub ก็จะช่วยต่อยอดไปสู่การเป็น Logistics Hub และ Financial Hub ได้ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม คุณศุภชัยมองว่า การผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Global New Economy Hub ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีเงื่อนไขพื้นฐานสำคัญ 5 ประการที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายของการลงทุนระดับโลก

ประการแรก ความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์  ประเทศไทยควรวางบทบาทเป็นประเทศที่ทุกฝ่ายสามารถไว้วางใจได้ ไม่ถูกแทรกแซงจากความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ และสามารถเป็นพื้นที่กลางในการเชื่อมโยงความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เปรียบเสมือนการเป็น “สวิตเซอร์แลนด์แห่งเอเชีย” ที่ทุกฝ่ายสามารถเข้ามาทำธุรกิจและลงทุนร่วมกันได้

ประการที่สอง ธรรมาภิบาลและเสถียรภาพ ประเทศต้องมีระบบการเมืองและกติกาที่มีเสถียรภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยเฉพาะการยกระดับความโปร่งใสในการบริหารจัดการ ซึ่งเทคโนโลยี AI สามารถเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบ ขณะที่การส่งเสริมสังคมไร้เงินสด (Cashless Society) จะช่วยให้การทำธุรกรรมมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้มากขึ้น

ประการที่สาม ความมั่นคงด้านพลังงาน ประเทศไทยต้องมีพลังงานไฟฟ้าที่เพียงพอ มีเสถียรภาพ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีโอกาสสร้างความร่วมมือด้านพลังงานกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวและเมียนมา ซึ่งมีศักยภาพด้านทรัพยากรพลังงาน หากสามารถพัฒนาความร่วมมือในระดับภูมิภาคได้ จะช่วยเสริมความมั่นคงและเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว

ประการที่สี่ การดึงดูดการลงทุน ประเทศไทยมีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 1,369 โครงการ ซึ่งสะท้อนถึงโอกาสในการดึงดูดเงินลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การสร้างความต่อเนื่องของนโยบายและความสามารถในการแข่งขันเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน ทั้งด้านเสถียรภาพ ความน่าเชื่อถือ และโอกาสเติบโตในระยะยาว นอกจากนี้ ควรส่งเสริมกลไก Matching Fund เพื่อสนับสนุนการลงทุนและดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถ (Talent) เข้ามาพัฒนาประเทศ

ประการที่ห้า การกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค ประเทศไทยต้องกระจายโอกาสและความเจริญออกจากเมืองหลักไปสู่ภูมิภาค ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเมืองในทุกระดับ ควบคู่กับการกระจายแหล่งเงินทุนที่ทั่วถึง (Inclusive) และยั่งยืน (Sustainability) โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำและถนน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเกษตรกรรมและเศรษฐกิจท้องถิ่น เช่น การส่งเสริมให้สหกรณ์เข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการระบบน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและสร้างการเปลี่ยนแปลงให้แก่ภาคเกษตร การกระจายความเจริญอย่างทั่วถึงจะนำไปสู่การสร้างความมั่งคั่งร่วมกัน (Common Wealth) และทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเกิดประโยชน์กับคนในทุกภูมิภาค

ในช่วงท้าย คุณศุภชัยเน้นย้ำถึงบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ในฐานะโอกาสสำคัญของการเปลี่ยนผ่านประเทศ โดยกล่าวว่า “AI Era offers us the way out” หรือยุค AI คือทางออกของเรา สะท้อนให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกธุรกิจและวิถีชีวิตเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ประเทศไทยสามารถนำมาใช้ยกระดับผลิตภาพ สร้างอุตสาหกรรมใหม่ พัฒนาทักษะคน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และแก้โจทย์เชิงโครงสร้างของประเทศได้