ประธานอาวุโสธนินท์ เปิดมุมมอง “ยกระดับเศรษฐกิจเดิม ต่อยอดเศรษฐกิจใหม่ เมืองไทยยังมีความหวัง” ชวนเรียนรู้ AI ต่อยอดจุดแข็ง สร้างโอกาสใหม่ให้ธุรกิจและประเทศ

ประธานอาวุโสธนินท์ เจียรวนนท์ ถ่ายทอดมุมมองการยกระดับเศรษฐกิจไทยในยุค AI พร้อมแบ่งปันแนวคิดที่ชาวซีพีสามารถนำไปปรับใช้ในการทำงาน ตั้งแต่การเรียนรู้เทคโนโลยี การเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน ไปจนถึงการพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้ ย้ำความเชื่อมั่นในศักยภาพคนไทย และความสำคัญของการเรียนรู้ควบคู่กับการลงมือทำ เพื่อคว้าโอกาสจากโลกที่เปลี่ยนแปลง

ผู้ดำเนินรายการ: สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เราจะมาพูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง เพื่อมองอนาคตของประเทศไทยและโอกาสใหม่ ๆ ไปด้วยกัน

วันนี้เราได้รับเกียรติจากคุณธนินท์ เจียรวนนท์ มาร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นจากประสบการณ์การทำธุรกิจอันยาวนาน ในหัวข้อ “ยกระดับเศรษฐกิจเดิม ต่อยอดเศรษฐกิจใหม่ เมืองไทยยังมีความหวัง” เป็นการแบ่งปันมุมมองให้พวกเราได้นำไปคิดและพิจารณาต่อยอดกันครับ

ถาม: ในยุคที่ทุกคนพูดถึง AI คุณธนินท์ในฐานะผู้ที่ทำธุรกิจมาอย่างยาวนาน รู้สึกตื่นเต้นกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มากน้อยเพียงใดครับ?

คุณธนินท์: ความจริง AI เป็นเทคโนโลยีรุ่นใหม่ที่เป็นประโยชน์ทั้งต่อสังคมและนักธุรกิจครับ ยุคนี้ทุกอย่างเต็มไปด้วยข้อมูล เรานำข้อมูลมาคำนวณ มาศึกษา และพัฒนาเป็น LLM ซึ่งเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ที่จะเปลี่ยนแปลงโลก

AI จะทำให้คนที่มีความรู้น้อยสามารถเข้าถึงความรู้ได้มากขึ้น แต่ต้องรู้จักใช้ AI ดังนั้น เรื่องแรกที่ผมอยากฝากไว้คือ การศึกษาน่าจะต้องสอนให้คนไทยทุกคนรู้จักใช้ AI ให้เป็นประโยชน์ ทุกคนจะเก่งขึ้นและมีโอกาสเข้าถึงความรู้ได้เท่าเทียมกัน ส่วนใครจะไปได้ไกลเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับความขยันหมั่นเพียร การเจาะลึกศึกษา และความทุ่มเทของแต่ละคนครับ

ถาม: แสดงว่าคุณธนินท์ติดตามเรื่อง AI อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ LLM หรือแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ AI สามารถตอบคำถามได้ฉลาดขึ้นเรื่อย ๆ เรื่องนี้ยังมีโอกาสพัฒนาอีกมากใช่ไหมครับ?

คุณธนินท์: เรื่องนี้ยังต้องลงทุนอีกมากครับ ผมได้พบกับผู้ที่ลงทุนด้าน LLM เขาบอกว่ายังมองไม่เห็นเลยว่าสุดท้ายจะพัฒนาไปถึงจุดไหน แต่สิ่งที่เขารู้คือ วันนี้ต้องทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อทำให้ AI ฉลาดขึ้น มีความรู้ครอบคลุมมากขึ้น ตั้งแต่เรื่องเทคโนโลยีไปจนถึงความรู้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน

ผมคิดว่าเรื่องนี้ใหญ่ไพศาลมาก และยังมีโอกาสอีกมากครับ

ถาม: กลับมาที่หัวข้อ “เมืองไทยยังมีความหวัง” คุณธนินท์มองประเทศไทยในวันนี้อย่างไร และอะไรคือความหวังของพวกเราครับ?

คุณธนินท์: ผมยังมีความเชื่อมั่นในประเทศไทยครับ เรามีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทย แม้การเมืองจะมีความวุ่นวายอยู่บ้าง แต่เมื่อเทียบกับสถานการณ์ในหลายประเทศ ผมมองว่าประเทศไทยยังมีความสงบและเต็มไปด้วยโอกาส

สำหรับนักธุรกิจ สิ่งแรกที่ต้องพิจารณาคือความมั่นคงและความสงบของประเทศ วันนี้เมื่อมองไปทั่วโลก ผมเห็นว่าประเทศไทยยังเป็นประเทศที่น่าลงทุน

โอกาสในยุคนี้ทำให้ผมนึกถึงช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งต่อมาญี่ปุ่นและประเทศต่าง ๆ เข้ามาลงทุนในประเทศไทย วันนี้เป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่ทั่วโลกสนใจเข้ามาลงทุน โดยเฉพาะเรื่อง Data Center

เราลองมอง Data Center เป็นโรงงานที่ทันสมัยที่สุดของโลก เป็นโรงงานด้านข้อมูลที่รองรับการทำงานของ LLM ซึ่งรวบรวมทั้งความรู้และเทคโนโลยีให้เรานำไปใช้ สิ่งสำคัญคือเราต้องใช้ให้เป็นครับ

ถาม: การ “ยกระดับเศรษฐกิจเดิม” ในมุมมองของคุณธนินท์หมายถึงอะไร ธุรกิจเกษตร อาหาร ค้าปลีก รวมถึง SMEs จะพัฒนาให้แข็งแรงขึ้นได้อย่างไรครับ?

คุณธนินท์: ผมว่าไม่ว่าธุรกิจอะไรก็ตาม รวมถึงเกษตร ก็หนีไม่พ้น AI ครับ

ถ้าศึกษาให้ลึกจะเห็นว่า AI เปิดโอกาสให้ทุกคน ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะนักธุรกิจหรือองค์กรใหญ่ ทุกคนสามารถเข้าถึงความรู้และข้อมูลได้ใกล้เคียงกับองค์กรใหญ่

ลองมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ ประเทศที่เจริญรุ่งเรืองได้ก็เพราะประชาชนมีความรู้ และนำความรู้นั้นมาพัฒนาประเทศ แต่เมื่อเจริญรุ่งเรืองไปช่วงหนึ่งแล้ว หากไม่ปรับตัวตามโลกที่เปลี่ยนแปลง ก็มีโอกาสถอยหลังได้

AI จะทำให้ทุกคนมีโอกาสเข้าถึงความรู้เท่าเทียมกันมากขึ้น แต่ความสามารถในการนำไปใช้ยังขึ้นอยู่กับแต่ละคนและแต่ละบริษัทครับ

ถาม: หากยกตัวอย่างธุรกิจอาหารและการเกษตร AI จะเข้ามาช่วยได้อย่างไรบ้างครับ?

คุณธนินท์: วันนี้เครือเจริญโภคภัณฑ์กำลังแสวงหาผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ไม่ใช่เฉพาะด้านเกษตร แต่รวมถึงค้าปลีกและกระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่การเพาะปลูก การแปรรูป ไปจนถึงอาหารบนโต๊ะ และการขนส่งด้วยครับ

เรากำลังหาอาจารย์และคนเก่งด้าน AI เพราะ IT กับ AI ไม่เหมือนกัน การมีบุคลากร IT จำนวนมากไม่ได้หมายความว่าจะก้าวไปสู่ AI ได้ทันที เราต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ที่รู้จริง เข้ามาทำงานต่อยอดร่วมกับ IT

ผมเองก็กำลังศึกษาและได้พบกับคนกลุ่มนี้ เพื่อช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างแน่นอน

โดยเฉพาะเกษตร หลายคนอาจยังไม่เข้าใจว่าเป็นงานที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูง ตั้งแต่การพัฒนาพันธุ์ การศึกษาเรื่องดิน ดินฟ้าอากาศ และสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการผลิต การเก็บเกี่ยว การเก็บรักษา และการแปรรูป

ผลผลิตบางส่วนเป็นอาหารของมนุษย์ บางส่วนเป็นอาหารสัตว์ และสัตว์ก็เป็นอาหารของมนุษย์อีกทอดหนึ่ง ทั้งหมดนี้เป็นกระบวนการที่เชื่อมต่อกัน และยังต้องต่อยอดไปถึงโลจิสติกส์ด้วยครับ

ถาม: นอกจากการนำ AI มาใช้ในการผลิตแล้ว ประเทศไทยต้องเตรียมปัจจัยพื้นฐานด้านใดเพื่อรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ครับ?

คุณธนินท์: การผลิตให้ต้นทุนต่ำลงอย่างเดียวยังไม่พอครับ ต้องดูเรื่องโลจิสติกส์ด้วย

การมีโรงงานไม่ได้หมายความว่าล้าสมัย สิ่งที่ล้าสมัยคือการมีโรงงานแล้วไม่ใช้ AI ไม่พัฒนา และไม่เปลี่ยนแปลง เครื่องจักรในยุค AI ก็แตกต่างจากเครื่องจักรในอดีต

อีกเรื่องที่สำคัญมากคือไฟฟ้า ผมมองว่าประเทศที่มีไฟฟ้าพร้อมจะมีโอกาสประสบความสำเร็จในยุค AI เพราะทุกอย่างต้องใช้ไฟฟ้า ทั้ง AI หุ่นยนต์ รถยนต์ และในอนาคตอาจรวมถึงเครื่องบินและเรือด้วย

เมื่อพูดถึงไฟฟ้าก็หนีไม่พ้นแบตเตอรี่ อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เคลื่อนไหวหรือใช้งานได้ล้วนต้องการพลังงาน จึงยังมีธุรกิจใหม่ ๆ เกิดขึ้นอีกมากที่เราอาจยังมองไม่เห็น

นี่คือโอกาส และประเทศไทยวันนี้เต็มไปด้วยโอกาสครับ เราต้องคว้าโอกาสนี้ให้ได้

ผมอยากฝากรัฐบาลว่า เราไม่ควรกลัวการเข้ามาลงทุน Data Center ยิ่งมีเข้ามามากก็ยิ่งดี เพราะหลายประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา มีข้อจำกัดด้านไฟฟ้า จึงต้องมองหาพื้นที่ลงทุนเพิ่มเติม

เท่าที่ผมทราบ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าของญี่ปุ่นมีการจองล่วงหน้าไปถึงเจ็ดปีแล้ว หากสั่งซื้อวันนี้อาจต้องรออีกเจ็ดปี ส่วนของจีนก็มีการจองล่วงหน้าไปหลายปีเช่นกัน

พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานน้ำจะมีบทบาท แต่ผมคิดว่ายังไม่เพียงพอ จึงอยากฝากรัฐบาลให้มองว่านี่เป็นโอกาส การผลิตและขายไฟฟ้าก็เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ครับ

ในระยะต่อไป ผมมองว่าพลังงานนิวเคลียร์จะมีบทบาท เพราะเทคโนโลยีพัฒนาไปจากอดีตมาก ทั้งเรื่องความสะอาดและความปลอดภัย

ผู้ดำเนินรายการ: ปัจจุบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์มีการพัฒนาให้มีขนาดเล็กลง และให้ความสำคัญกับระบบความปลอดภัยมากขึ้น จึงเป็นอีกประเด็นที่ประเทศไทยอาจต้องพิจารณา เพื่อรองรับความต้องการพลังงานในอนาคตครับ

ถาม: ในโลกที่ทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น ธุรกิจควรปรับวิธีคิดในการแข่งขันอย่างไรครับ?

คุณธนินท์: ผมคิดว่าข้อมูลไม่มีวันสิ้นสุดครับ เพราะเมื่อมีเทคโนโลยีใหม่ ก็มีข้อมูลใหม่เกิดขึ้นเสมอ

แนวคิดของเครือเจริญโภคภัณฑ์คือ ต้องเห็นก่อน คิดก่อน และลงมือทำล่วงหน้า โดยใช้ข้อมูลให้เป็นประโยชน์

สมัยก่อน เวลาจะซื้อของ เราอาจสอบถามราคาจากสามเจ้าแล้วเลือกเจ้าที่ราคาถูกที่สุด แต่วันนี้เราเปรียบเทียบราคาได้ทั่วโลก การจะทำกำไรด้วยการบวกราคาเพียงอย่างเดียวจึงหมดยุคแล้ว

ซีพีเห็นเรื่องนี้ เราจึงต้องพัฒนาเครื่องจักรและนำ AI มาช่วยคิดว่าจะทำอย่างไรให้ต้นทุนลดลงทุกวัน นโยบายของเครือเจริญโภคภัณฑ์คือ ทำอย่างไรให้ได้ “ของดี ราคาถูก”

ถ้าเราตามไม่ทัน ธุรกิจที่มีอยู่ก็มีโอกาสล้มได้ เพราะโลกเปลี่ยนไปแล้ว ผู้บริโภครู้ราคาและเลือกซื้อสินค้าที่ดีในราคาที่เหมาะสมได้

เราต้องสร้างกำไรจากการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ ซึ่งเกี่ยวข้องทั้งกับ AI เครื่องจักร และโลจิสติกส์

สินค้าที่จับต้องได้แทบทุกอย่างต้องผ่านการขนส่ง แม้จะขายผ่านออนไลน์ ยิ่งขายได้มากก็ยิ่งต้องใช้โลจิสติกส์มาก ยิ่งซื้อสะดวก คนก็ยิ่งซื้อ และสุดท้ายก็ต้องมีผู้ผลิต

ดังนั้น ผู้ผลิตยังมีอนาคตมากครับ แต่ต้องก้าวให้ทันโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

ถาม: การศึกษาจะช่วยเตรียมคนไทยให้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างไรครับ?

คุณธนินท์: ประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยอยู่ทั่วประเทศ และคนไทยไม่ได้ด้อยกว่าใครครับ ถ้าได้รับโอกาสก็ทำได้ดี

ลองดูด้านการแพทย์ ประเทศไทยมีโรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ที่มีชื่อเสียง ซึ่งเป็นผลจากการวางรากฐานและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงพระราชกรณียกิจด้านการแพทย์ของพระมหากษัตริย์ในหลายรัชสมัย

เครือเจริญโภคภัณฑ์เองก็ต้องขอบคุณมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่สร้างบุคลากรให้เรา พนักงานของเราก็มาจากมหาวิทยาลัยเหล่านี้

แต่ผมคิดว่ามหาวิทยาลัยในยุคนี้ต้องเปลี่ยน ต้องสอนให้รู้จักใช้ AI และเปิดโอกาสให้ได้ทำงานจริง เพราะปัญญาเกิดจากการลงมือทำ ไม่ได้เกิดจากการเรียนเพียงอย่างเดียว

เราต้องเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย ประสบการณ์จากการลงมือทำนั่นแหละที่จะพัฒนาเป็นปัญญา

อาจารย์เองก็ต้องเรียนรู้ AI เช่นกัน เพราะต่อไป AI จะรวบรวมความรู้จากผู้เชี่ยวชาญที่เก่งที่สุดในโลกมาให้เราใช้ได้มากขึ้น รวมถึงงานวิชาชีพต่าง ๆ เช่น งานกฎหมาย

ในอนาคต คนคนเดียวอาจตั้งบริษัทได้ โดยมี AI ช่วยทำบัญชี ช่วยงานเลขานุการ และช่วยงานอีกหลายด้าน โลกเปลี่ยนแปลงแน่นอนครับ หากเรายอมรับและใช้การเปลี่ยนแปลงนี้ให้เป็นประโยชน์ ประเทศไทยก็มีความหวัง

ถาม: หลายคนกังวลว่า AI จะเข้ามาทดแทนงาน บางงานที่เคยใช้สิบคนอาจเหลือเพียงสองคน คุณธนินท์มองว่านี่เป็นภัยหรือเป็นโอกาส และมีคำแนะนำอย่างไรครับ?

คุณธนินท์: ในความคิดของผม หากมีการตกงานก็อาจเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่ในระยะต่อไปจะมีงานมากขึ้นครับ

AI ทำให้ทุกคนเห็นโอกาสมากขึ้นและเก่งขึ้น เมื่อทุกคนเก่งขึ้น การแข่งขันทั้งด้านการผลิต โลจิสติกส์ และธุรกิจอื่น ๆ ก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อประสิทธิภาพสูงขึ้น เศรษฐกิจและ GDP ของประเทศก็เติบโตได้

ผมยกตัวอย่างสมัยที่เริ่มมีรถแทรกเตอร์ในสหรัฐอเมริกา เกษตรกรบางส่วนต่อต้าน เพราะกลัวว่าจะตกงาน แต่เมื่อใช้รถแทรกเตอร์ ก็ทำให้ผลิตสินค้าเกษตรได้มากขึ้น เกษตรกรมีรายได้ดีขึ้น และเกิดธุรกิจการค้าและอุตสาหกรรมต่อเนื่องอีกมากที่คนในเวลานั้นอาจคิดไม่ถึง

ยุคนี้ก็เช่นกันครับ ผมเชื่อว่าจะมีธุรกิจใหม่อีกมากที่เรายังคิดไม่ถึง

ผมจึงเชื่อมั่นว่า AI จะช่วยสร้างงานมากขึ้น เพราะทำให้คนเก่งขึ้น เห็นโอกาสมากขึ้น และเข้าถึงข้อมูลได้ทั่วถึงขึ้น สมัยก่อนต้องเป็นบริษัทใหญ่จึงจะมีข้อมูลมาก แต่วันนี้ยิ่ง AI ฉลาดขึ้น ทุกคนก็ยิ่งมีโอกาสเข้าถึงข้อมูลได้ใกล้เคียงกันครับ

ถาม: หากเอกชนและประชาชนต้องปรับตัว ภาครัฐควรเปลี่ยนแปลงอย่างไรเพื่อให้ประเทศเดินหน้าไปด้วยกันครับ?

คุณธนินท์:  รัฐบาลก็ต้องใช้ AI และต้องเปลี่ยนแปลงให้ทันยุคดิจิทัลครับ

ถ้าเอกชนเปลี่ยน แต่รัฐบาลไม่เปลี่ยน กฎหมายไม่เปลี่ยน และการบริหารจัดการไม่เปลี่ยน นักธุรกิจก็เดินต่อได้ยาก ต้องเปลี่ยนไปพร้อมกันทั้งกระบวนการ

การใช้เทคโนโลยีจะช่วยให้ข้าราชการทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน แต่กฎหมายก็ต้องปรับด้วย กฎหมายบางเรื่องจัดทำขึ้นในบริบทของอดีต เช่น ข้อจำกัดเกี่ยวกับอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนไทยบางประเภท วันนี้เราต้องกลับมาพิจารณาว่ายังเหมาะสมหรือไม่

ประเทศไทยเต็มไปด้วยโอกาส แต่หากระบบราชการและกฎหมายไม่ปรับตัว เราก็อาจรับโอกาสเหล่านั้นได้ไม่เต็มที่

ผมต้องขอชื่นชมข้าราชการด้วยครับ ประเทศไทยพัฒนามาถึงวันนี้ได้ก็มีส่วนสำคัญจากการทำงานของข้าราชการ ข้าราชการไทยเก่ง ไม่ได้แพ้ใคร แต่อาจมีข้อจำกัดในการทำงาน

หากระบบราชการเปลี่ยนเป็นดิจิทัล ก็จะช่วยให้การทำงานโปร่งใสและรวดเร็วขึ้น ลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาด และทำให้ตรวจสอบได้ชัดเจนขึ้นครับ

ถาม: คุณธนินท์ยังมองว่าการปรับค่าตอบแทนข้าราชการเป็นส่วนสำคัญของการเปลี่ยนแปลงด้วยใช่ไหมครับ?

คุณธนินท์: ใช่ครับ ผมคิดว่าเงินเดือนข้าราชการน้อยเกินไป

เมื่อเราพูดถึง AI และโอกาสของประเทศ ก็ต้องพูดถึงข้าราชการ ซึ่งเป็นเสาหลักในการบริหารประเทศด้วย นักการเมืองเข้ามาแล้วก็ไป แต่ข้าราชการยังทำหน้าที่ต่อเนื่อง

ถ้าค่าตอบแทนน้อย คนเก่งอาจเลือกไปทำงานภาคธุรกิจทั้งหมด แบบนี้ก็ไม่สมดุล ผมมองว่าข้าราชการควรมีค่าตอบแทนสูง สามารถแข่งขันกับภาคเอกชนได้ หรือสูงกว่าได้ด้วยซ้ำ สิงคโปร์เป็นตัวอย่างที่น่าศึกษา

แต่เรื่องนี้พูดง่าย ทำจริงต้องอาศัยทั้งนโยบายและการแก้กฎหมาย หากการแก้กฎหมายล่าช้า กว่าจะแก้เสร็จก็อาจไม่ทันการเปลี่ยนแปลงอีก

ถ้าเทคโนโลยีทำให้คนคนหนึ่งทำงานได้เท่ากับสิบหรือยี่สิบคน ค่าตอบแทนก็สามารถเพิ่มขึ้นตามประสิทธิภาพได้

การเปลี่ยนแปลงในยุค AI จึงต้องเปลี่ยนทั้งระบบ รวมถึงกฎหมาย และต้องทำร่วมกันทุกภาคส่วน ไม่ใช่เฉพาะนักธุรกิจหรือประชาชนครับ

ถาม: หากมองไปข้างหน้าอีกห้าถึงสิบปี ประเทศไทยควรคว้าโอกาสอะไรเพื่อสร้างเศรษฐกิจใหม่ครับ?

คุณธนินท์: เรื่องแรก ประเทศไทยมีดินฟ้าอากาศที่ดีมาก ปลูกอะไรก็อร่อย แต่สิ่งที่เรายังขาดคือระบบชลประทานครับ

ผู้ดำเนินรายการ: เรื่องน้ำใช่ไหมครับ ทั้งที่เราก็เพิ่งเผชิญน้ำท่วมมา?

คุณธนินท์: เรามีน้ำมาก แต่กลับเกิดน้ำท่วม หากเรามีระบบชลประทานและแหล่งเก็บน้ำที่ดี ก็จะช่วยแก้ทั้งปัญหาน้ำแล้งและน้ำท่วม และทำให้ผลผลิตกับคุณภาพดีขึ้น

อีกเรื่องคือการใช้เทคโนโลยี ผมยกตัวอย่างธุรกิจไก่เนื้อของซีพี เมื่อห้าสิบถึงหกสิบปีก่อน เรานำเทคโนโลยีที่ดีที่สุดของโลกมาใช้

เทคโนโลยีที่ดีไม่ได้หมายความว่าผู้ใช้ต้องมีการศึกษาสูงเสมอไป ยิ่งเทคโนโลยีพัฒนามาก ผู้ใช้ก็ควรยิ่งใช้งานได้ง่าย ส่วนคนคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีต่างหากที่ต้องทำงานยาก

สมัยนั้น ในสหรัฐอเมริกา คนคนหนึ่งเลี้ยงไก่ได้หมื่นตัว เราก็นำระบบนั้นมาส่งเสริมในประเทศไทย เกษตรกรบางคนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หรืออาจเรียนไม่ถึง ก็สามารถเลี้ยงไก่ได้หมื่นตัวเช่นกัน

นั่นหมายความว่า หากเรารู้จักนำเทคโนโลยีมาใช้ ก็ช่วยให้คนที่มีพื้นฐานความรู้ไม่มากทำงานได้ดีขึ้น

ยุคนี้ก็เหมือนกัน หากมีเครื่องจักรอัตโนมัติ งานบริหารโรงงานก็ง่ายขึ้น ลดความซับซ้อนในการจัดการ และเพิ่มประสิทธิภาพได้ครับ

ถาม: การลงทุนด้านชลประทานจะช่วยยกระดับรายได้เกษตรกรได้มากเพียงใดครับ?

คุณธนินท์: ผมคิดว่าประเทศไทยควรลงทุนเรื่องชลประทานอย่างจริงจัง หากต้องกู้เงินมาลงทุน ผมก็เห็นว่าควรทำ เพราะเป็นการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนได้

เมื่อมีน้ำเพียงพอและจัดการได้ดี ผลผลิตก็เพิ่มขึ้น ต้นทุนต่อหน่วยลดลง คุณภาพดีขึ้น ถ้าเป็นผลไม้ก็มีโอกาสได้ทั้งรสชาติที่ดีและราคาที่ดี

ถ้าเพิ่มผลผลิตได้หลายเท่า เช่น ห้าเท่า และคุณภาพดีจนขายได้ราคาสูงขึ้น เกษตรกรก็มีรายได้ดีขึ้น รัฐบาลก็ไม่ต้องสูญเสียงบประมาณไปกับการช่วยเหลือปัญหาเดิม ๆ อยู่ตลอด

วันนี้บางพื้นที่แล้ง บางพื้นที่น้ำท่วม ผมจึงคิดว่าการลงทุนด้านชลประทานเป็นเรื่องสำคัญ และมีโอกาสสร้างรายได้กลับมาคืนเงินลงทุนได้ครับ

ผู้ดำเนินรายการ: หมายความว่าโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไม่ได้มีเพียงไฟฟ้าหรือคมนาคม แต่ต้องมีระบบชลประทานที่กระจายน้ำได้อย่างเหมาะสมด้วย สอดคล้องกับคำที่คุณธนินท์พูดบ่อย ๆ ว่า “น้ำมันบนดิน” คือศักยภาพของผืนดินไทยที่สามารถสร้างผลผลิตและมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ครับ

คุณธนินท์: ใช่ครับ และเราต้องเลือกพืชที่สร้างมูลค่าได้ด้วย

อย่างทุเรียน หากปลูกได้ดี มีคุณภาพและอร่อย ผู้บริโภคก็ยอมจ่ายในราคาสูง แต่ถ้าปลูกแล้วไม่อร่อย ต่อให้ราคาต่ำก็อาจขายไม่ได้ ผลไม้อื่น ๆ เช่น มังคุด ก็เช่นกัน

ประเทศไทยยังมีพื้นที่ที่สามารถปรับไปปลูกผลไม้ได้อีก ส่วนข้าวก็ควรให้ความสำคัญกับข้าวที่มีมูลค่าสูง เช่น ข้าวหอมมะลิ และประเทศไทยยังมีโอกาสปลูกถั่วเหลืองด้วยครับ

ถาม: ในด้านเทคโนโลยีการเกษตร มีเรื่องใดที่ประเทศไทยควรเปิดรับหรือทบทวนเพิ่มเติมครับ?

คุณธนินท์: ผมคิดว่าเรื่องพืชดัดแปลงพันธุกรรมเป็นเรื่องที่ควรพิจารณาครับ

สหรัฐอเมริกาปลูกถั่วเหลืองและข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรมมาหลายสิบปีแล้ว ประเทศไทยก็นำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐอเมริกามาใช้ แต่เรายังไม่กล้าปรับเรื่องนี้ ขณะที่เวียดนามเปิดรับแล้ว

ในมุมของผม เทคโนโลยีนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงทำให้พืชโตเร็ว แต่ยังช่วยเรื่องการต้านทานแมลง ลดความจำเป็นในการใช้ยาฆ่าแมลง และลดต้นทุนได้ด้วย

ผู้ดำเนินรายการ: ประเด็นนี้จึงต้องนำมาพูดคุยและทำความเข้าใจให้ชัดเจน ทั้งด้านเทคโนโลยีและความปลอดภัย เพื่อให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาพืชที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง และใช้ศักยภาพด้านการเกษตรได้มากขึ้นครับ

ถาม: ในด้านการท่องเที่ยว ประเทศไทยยังมีโอกาสใหม่อย่างไรบ้างครับ?

คุณธนินท์: ประเทศไทยเป็นประเทศที่คนอยากมาเที่ยวอยู่แล้วครับ สิ่งสำคัญอันดับแรกคือความปลอดภัย นักท่องเที่ยวมาแล้วต้องรู้สึกปลอดภัย

วันนี้เทคโนโลยีช่วยเรื่องนี้ได้ ผมยกตัวอย่างหัวเว่ยในประเทศจีน ซึ่งพัฒนาระบบเครือข่ายเพื่อดูแลความปลอดภัยในเมืองขนาดใหญ่ โดยใช้ AI มาช่วย

ประเทศไทยยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถพัฒนาและลงทุนเพิ่มเติม เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อีกมาก ผมเชื่อว่าเป็นโอกาสสำคัญ แต่ต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นพื้นฐานครับ

 

ถาม: นอกจากการดึงดูดนักท่องเที่ยว คุณธนินท์ยังมองถึงการดึงดูดคนเก่งจากทั่วโลกเข้ามาอยู่และทำงานในประเทศไทยด้วย เพราะเหตุใดครับ?

คุณธนินท์: เพราะประชากรไทยกำลังลดลงครับ

เมื่อห้าสิบถึงหกสิบปีก่อน จำนวนประชากรไทยกับฟิลิปปินส์ใกล้เคียงกัน แต่วันนี้ไทยมีประชากรไม่ถึงเจ็ดสิบล้านคน ขณะที่ฟิลิปปินส์มีมากกว่าหนึ่งร้อยสิบล้านคนแล้ว และในอนาคตอาจมากกว่าเราเป็นเท่าตัว

เราควรส่งเสริมให้มีเด็กเกิดมากขึ้น ผมเชื่อว่าคนไทยเก่งและมีอัธยาศัยดี แต่กว่าจะมีเด็กเกิดและเติบโตเข้าสู่วัยทำงานก็ต้องใช้เวลาอีกหลายปี

ระหว่างนี้จึงเป็นโอกาสที่เราจะเชิญคนเก่งจากทั่วโลกเข้ามา ผมเสนอให้ลองคิดถึงจำนวนห้าล้านคน บางคนอาจตกใจว่าถ้าเข้ามามากขนาดนี้ คนไทยจะตกงานหรือไม่

แต่ที่ผ่านมา เราก็มีแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมาและกัมพูชา เข้ามาทำงานจำนวนมากอยู่แล้ว คนเหล่านี้ก็มีส่วนช่วยสร้างเศรษฐกิจไทย

คนเก่งห้าล้านคนคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละเจ็ดของประชากรไทย ขณะที่สิงคโปร์ใช้แนวทางดึงดูดคนจากต่างประเทศเข้ามาช่วยพัฒนาประเทศอย่างจริงจัง

สิ่งสำคัญคือ เราต้องไปเชิญคนที่มีทักษะซึ่งประเทศไทยยังขาด ไม่ใช่เปิดให้เข้ามาโดยไม่มีเป้าหมาย เช่น ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI และ IT ที่เรายังมีไม่เพียงพอ

คนเหล่านี้จะช่วยสร้างธุรกิจและทำให้คนไทยมีงานมากขึ้น ไม่ใช่มาแย่งงาน เพราะเป็นความสามารถที่เราต้องการเพิ่มเติม

อีกเรื่องคือรายได้ภาษี หากเรามีคนเก่งเข้ามาทำงานและเสียภาษีในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอีกห้าล้านคน รัฐบาลก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้น และนำไปช่วยธุรกิจขนาดเล็กหรือประชาชนที่มีรายได้น้อยได้มากขึ้นครับ

ผู้ดำเนินรายการ: แปลว่าเราต้องกำหนดให้ชัดว่าประเทศไทยต้องการทักษะใด โดยเฉพาะเมื่อจะลงทุน Data Center และธุรกิจเทคโนโลยีขั้นสูง แล้วเชิญผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นเข้ามาใช้ชีวิต ทำงาน และเสียภาษีที่นี่ใช่ไหมครับ?

คุณธนินท์: ถูกต้องครับ ผมเชื่อว่าหลายคนเมื่อมาอยู่เมืองไทยก็จะชอบและผูกพันกับประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหนก็ตาม เราควรมองว่าคนเหล่านี้จะเข้ามาช่วยสร้างโอกาสให้ประเทศครับ

 

ถาม: นอกจากการดึงดูดคนเก่ง ประเทศไทยควรใช้ข้อมูลเพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างไรอีกครับ?

คุณธนินท์: วันนี้ข้อมูลเชื่อมโยงถึงกันแล้ว เราควรใช้ข้อมูลดูว่าสินค้าไทยประเภทใดมีโอกาสส่งออก ประเทศใดต้องการสินค้าของเรา หรือสินค้าอะไรที่กำลังขายดีในตลาดโลก แล้วนำข้อมูลนั้นมาสนับสนุนผู้ประกอบการไทย

โดยเฉพาะรัฐบาลต้องใช้ข้อมูลให้เต็มที่ เพื่อส่งเสริมธุรกิจอย่างมีเป้าหมาย

รวมถึงการลงทุนด้วย วันนี้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ของเราอยู่ที่ประมาณหกสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ ขณะที่บางประเทศอยู่ที่ร้อยเปอร์เซ็นต์หรือมากกว่า ผมจึงอยากให้พิจารณาว่า หากกู้เงินมาเพื่อสร้างธุรกิจ สร้างอุตสาหกรรม หรือลงทุนด้านชลประทาน ซึ่งเป็นการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนได้ ก็เป็นเรื่องที่ควรทำ

ไม่ได้หมายถึงการกู้มาใช้โดยไม่เกิดประโยชน์ แต่เป็นการกู้มาสร้างรายได้และเพิ่มศักยภาพของประเทศ หากทำได้สำเร็จ ประเทศไทยและคนไทยก็จะมีฐานะดีขึ้นครับ

ถาม: สุดท้าย อยากให้คุณธนินท์ฝากข้อคิดถึงคนรุ่นใหม่วัยยี่สิบถึงสามสิบปี ซึ่งบางคนรู้สึกว่าโอกาสลดลง โลกเปลี่ยนแปลงเร็ว และการใช้ชีวิตยากขึ้นทุกวันครับ

คุณธนินท์: ผมอยากให้มองว่าโอกาสยังมีอีกมากครับ

คนไทยมีจำนวนน้อยลง คนหนุ่มสาวก็น้อยลง เราจึงต้องทำให้คนรุ่นใหม่มีความสามารถมากขึ้นด้วยเทคโนโลยี

หากรัฐบาลเตรียมความพร้อมเรื่องไฟฟ้า รองรับการลงทุน Data Center และดึงดูดธุรกิจใหม่ ๆ เข้ามา ก็จะเกิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่อีกมาก

สิ่งที่ผมห่วงไม่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาส แต่ห่วงว่าเราจะยังใช้ AI ได้ไม่เต็มที่ คนไทยเก่งครับ ถ้ารู้จักใช้ AI ให้เต็มที่ ผมเชื่อว่ามีความหวังแน่นอน

วันนี้คนคนเดียวก็สามารถขายสินค้าไปทั่วโลกได้ แต่สุดท้ายสินค้าก็ยังต้องผ่านการผลิตและการขนส่ง เมื่อมีการซื้อขายมากขึ้น ก็ต้องมีการผลิตและโลจิสติกส์มากขึ้น

โจทย์คือ เราจะลดต้นทุนอย่างไร จะวางแผนการขนส่งอย่างไร จะใช้รถยนต์ไฟฟ้าหรือเทคโนโลยีใหม่อย่างไร และจะนำ AI มาช่วยได้อย่างไร

ซีพีเองก็ต้องนำ AI มาช่วยเรื่องขนส่ง เรามีรถที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานเป็นแสนคัน หากลดต้นทุนได้เพียงหนึ่งหรือสองเปอร์เซ็นต์ ก็เป็นผลลัพธ์ที่มีความหมายมากแล้ว

การผลิตก็เช่นเดียวกัน ต้องพัฒนาให้ดีขึ้นและลดต้นทุนต่อไป ไม่มีคำว่าดีแล้วก็หยุดได้ วันนี้ต้องดีกว่าเดิม พรุ่งนี้ต้องทำให้ต้นทุนต่ำลงอีก ทุกคนต้องคิดแบบนี้ เพราะโลกเปลี่ยนแปลงและความรู้เพิ่มขึ้นทุกวันครับ

ผู้ดำเนินรายการ: วันนี้สิ่งที่เห็นชัดคือ คุณธนินท์ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ และยังไม่หยุดเรียนรู้ โดยเฉพาะเรื่อง AI ที่ต้องศึกษาและนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์

จากตัวอย่างรถแทรกเตอร์ที่ครั้งหนึ่งคนเคยกังวลว่าจะทำให้ตกงาน แต่ต่อมากลับช่วยเพิ่มผลผลิตและสร้างธุรกิจใหม่ ก็ทำให้เราเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงสามารถเปิดโอกาสได้ หากเราพร้อมเรียนรู้และปรับตัว

ขอบพระคุณคุณธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์และข้อคิดเห็น เพื่อยกระดับเศรษฐกิจเดิม ต่อยอดเศรษฐกิจใหม่ และทำให้เราเห็นว่าเมืองไทยยังมีความหวังครับ

คุณธนินท์: ขอบคุณครับ

 

ที่มา :  บทสัมภาษณ์ คุณธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์
หัวข้อ “ยกระดับเศรษฐกิจเดิม ต่อยอดเศรษฐกิจใหม่ เมืองไทยยังมีความหวัง”
ดำเนินรายการโดย คุณพงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ บนเวที NATION FORUM 2027: THAILAND’S AGENDA เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพมหานคร