มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท เปิดบ้านรับ คณะผู้บริหารจาก Unicef Thailand เข้าศึกษาดูงานและรับฟังข้อมูลโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชน ต้นแบบแก้ปัญหาทุพโภชนาการและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของเด็กไทยในถิ่นทุรกันดาร

วันที่ 17 มีนาคม 2569 – มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท นำโดย คุณจอมกิตติ ศิริกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิฯ พร้อมด้วย คุณวีระนนท์ ฟูตระกูล รองกรรมการผู้จัดการ สำนักความร่วมมือระหว่างประเทศด้านความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร เครือเจริญโภคภัณฑ์ คุณวราราชย์ เรืองศรี ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส สายธุรกิจไก่ไข่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) และ พลตำรวจตรีจักรเพชร เพชรพลอยนิล ผู้บังคับการตำรวจตระเวนชายแดน ภาค 1 ร่วมให้การต้อนรับ มร.เคน เลกินส์ ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย และคณะผู้บริหาร ในโอกาสเดินทางเข้าศึกษาดูงานด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล ณ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านถ้ำหิน อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี

การศึกษาดูงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังและเรียนรู้แนวทางการดำเนินงาน ในการยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชน ผ่านโครงการสำคัญของมูลนิธิฯ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ในโอกาสนี้ คุณจอมกิตติ ศิริกุล ได้นำเสนอภาพรวมการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ตลอดระยะเวลากว่า 4 ทศวรรษ นับตั้งแต่การก่อตั้งตามแนวคิดของท่านประธานอาวุโส ธนินท์ เจียรวนนท์ โดยมูลนิธิฯ ดำเนินงานสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และน้อมนำแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาปรับใช้ในการยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กในพื้นที่ทุรกันดาร

หนึ่งในโครงการสำคัญคือ “โครงการซีพีเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” ซึ่งดำเนินงานต่อเนื่องสู่ปีที่ 37 ครอบคลุมโรงเรียนกว่า 1,018 แห่งทั่วประเทศ ช่วยให้นักเรียนมากกว่า 200,000 คน เข้าถึงแหล่งโปรตีนคุณภาพสูงอย่างเพียงพอ โดยพบว่านักเรียนในโครงการมีการบริโภคไข่ไก่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 77 หรือเฉลี่ย 276 ฟองต่อคนต่อปี อันมีส่วนสำคัญในการลดปัญหาทุพโภชนาการ และส่งเสริมพัฒนาการทั้งด้านร่างกายและสติปัญญา

นอกจากด้านโภชนาการ โครงการฯ ยังมุ่งพัฒนาทักษะชีวิต (Soft Skills) และทักษะอาชีพ (Hard Skills) ให้แก่นักเรียน ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงในโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่ อาทิ ความรับผิดชอบ การทำงานเป็นทีม ภาวะผู้นำ ทักษะการเป็นผู้ประกอบการเบื้องต้น

ขณะเดียวกัน “โครงการซีพีสนับสนุนทุนการศึกษานักเรียนในพระราชานุเคราะห์” ได้มีบทบาทสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยมอบโอกาสทางการศึกษาแก่ศิษย์เก่าโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนแล้วกว่า 299 คน ผ่านหลักสูตรบ่มเพาะระยะยาว 2,190 วัน ที่มุ่งเสริมสร้างทักษะ 5 ด้าน ได้แก่ วิชาการ อาชีพ ชีวิต ภาวะผู้นำ และคุณธรรมจริยธรรม ส่งผลให้เยาวชนสามารถเติบโตเป็นกำลังสำคัญของสังคมในหลากหลายภาคส่วน

นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังดำเนินโครงการสำคัญอื่น ๆ เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนอย่างรอบด้าน ได้แก่ โครงการซีพีครอบครัวอุปการะในชุมชนวัฒนธรรม ที่มุ่งสร้างสภาพแวดล้อมแห่งความรักและความอบอุ่นให้แก่เด็กกำพร้า โดยจัดหาครอบครัวอุปการะในชุมชนที่เหมาะสม ปัจจุบันดำเนินการใน 4 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์ ขอนแก่น อุดรธานี และหนองคาย และโครงการซีพีพัฒนาอาชีพด้านการบริบาล ที่มุ่งสร้างโอกาสทางอาชีพให้เยาวชน ควบคู่กับการรองรับสังคมผู้สูงอายุ โดยมีผู้ผ่านการอบรมแล้วกว่า 400 คน และร้อยละ 95 ยังคงประกอบอาชีพในสายงานดังกล่าว

ด้าน มร.เคน เลกินส์ ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ได้กล่าวชื่นชมการดำเนินงานของมูลนิธิฯ และแสดงความขอบคุณสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมกล่าวถึงประเด็นที่ยูนิเซฟให้ความสำคัญ อาทิ การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การสร้างความมั่นคงทางอาหาร (Zero Hunger) การยกระดับโภชนาการของเด็ก พร้อมสะท้อนถึงสถานการณ์ในประเทศไทยที่ยังคงมีเด็กจำนวนหนึ่งเผชิญภาวะเตี้ยแคระแกร็น ซึ่งส่งผลกระทบต่อพัฒนาการในระยะยาว

ทั้งนี้ การสร้างระบบที่ทำให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงอาหารและโปรตีนคุณภาพสูงได้อย่างยั่งยืน ถือเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาเด็กให้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ นอกจากนี้ยูนิเซฟยังให้ความสำคัญกับสิทธิเด็ก ความปลอดภัยทางออนไลน์ สุขภาพจิต และการเข้าถึงวัคซีนอย่างทั่วถึง

ในระหว่างการศึกษาดูงาน คณะผู้บริหารจากองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ได้เยี่ยมชมการดำเนินงานภายในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านถ้ำหิน เรียนรู้กระบวนการบริหารจัดการโครงการอาหารกลางวัน ร่วมปรุงอาหารจากผลผลิตไข่ไก่ในโครงการ และพบปะพูดคุยกับนักเรียนทุนศิษย์เก่า เพื่อรับฟังผลลัพธ์ของการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม

การศึกษาดูงานในครั้งนี้นับเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดองค์ความรู้ด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชน โดยคณะจากองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ได้เรียนรู้แนวทางการดำเนินงานของมูลนิธิฯ รวมถึงประเด็นด้านกลุ่มเปราะบางของประเทศไทย เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) สู่อนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน