ประธานอาวุโสซีพีเปิดหลักสูตร CoEX ถ่ายทอดวิชา “Future Ready Leader” ปั้นผู้นำยุคใหม่ใช้ AI สร้างโอกาส ย้ำ “คน–การผลิต” ยังเป็นหัวใจการแข่งขัน เชื่อ AI ไม่ทำคนตกงาน แต่สร้างงาน–ผู้ประกอบการใหม่

กรุงเทพฯ 13 สิงหาคม 2569 – ท่านประธานอาวุโสธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เปิดห้องเรียน CP-CoEX: AI Business Accelerator รุ่นที่ 1 พร้อมร่วมเป็นผู้ถ่ายทอดบทเรียนแรกในวิชา LD 001: “Future Ready Leader (AI Leadership Development)” ถ่ายทอดประสบการณ์และวิสัยทัศน์ด้านการสร้างคน การนำองค์กร และการปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยชี้ว่า แม้ AI จะพัฒนาอย่างรวดเร็วและมีความสามารถเหนือมนุษย์ในหลายด้าน แต่ท้ายที่สุด “คน” ยังเป็นผู้สร้าง ผู้ใช้ และผู้ต่อยอด AI ภารกิจสำคัญขององค์กรจึงไม่ใช่เพียงลงทุนในเทคโนโลยี แต่ต้องเร่งลงทุน “สร้างคน” ให้เข้าใจ ใช้ AI เป็น และสามารถนำความสามารถของ AI มาต่อยอดให้คนและองค์กรเก่งขึ้น

ท่านประธานอาวุโสธนินท์กล่าวว่า AI จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงแทบทุกมิติ ตั้งแต่เกษตร อุตสาหกรรม การผลิต บริการ การสื่อสาร ไปจนถึงการแพทย์ และจะยิ่งพัฒนาอย่างรวดเร็ว เพราะสามารถเรียนรู้ ประมวลผล และสะสมองค์ความรู้จำนวนมหาศาล ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การแข่งขันว่า AI หรือมนุษย์ใครเก่งกว่า แต่อยู่ที่มนุษย์จะสามารถนำความเก่งของ AI มาใช้และต่อยอด เพื่อเพิ่มศักยภาพของตนเองได้มากเพียงใด

“AI ยิ่งเก่ง คนยิ่งต้องรู้จักใช้ AI ให้เก่ง เพราะสุดท้ายคนเป็นคนคิด คนเป็นคนสร้าง และคนเป็นคนใช้ เราต้องเอาความเก่งของ AI มาต่อยอดให้คนของเราเก่งขึ้น” ท่านประธานอาวุโสธนินท์กล่าว

บทเรียนที่ 1: AI ยิ่งเก่ง “คน” ยิ่งต้องเก่งในการใช้ AI

ท่านประธานอาวุโสธนินท์มองว่า ความก้าวหน้าของ AI ไม่ควรทำให้องค์กรมุ่งลงทุนเฉพาะเทคโนโลยี แต่ต้องลงทุนกับการพัฒนาคนควบคู่กัน เพราะ AI เป็นเครื่องมือที่จะช่วยขยายความสามารถของมนุษย์ คนที่รู้จักใช้ AI จะสามารถเรียนรู้เร็วขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลได้มากขึ้น และทำสิ่งที่ในอดีตอาจต้องอาศัยคนหรือทรัพยากรจำนวนมาก

สิ่งที่ CP ต้องเร่งทำจึงไม่ใช่การสร้าง AI Specialist เพียงคนกลุ่มหนึ่ง แต่ต้องทำให้ บุคลากรทุกระดับสามารถเข้าใจ AI ใช้ AI เป็น และนำไปประยุกต์กับงานของตนเองได้จริง เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทั้งองค์กร

บทเรียนที่ 2: โลกจะเป็น AI แค่ไหน ก็หนีไม่พ้น “การผลิต”

อีกประเด็นที่ท่านประธานอาวุโสธนินท์ให้ความสำคัญ คือ แม้โลกจะก้าวเข้าสู่ยุค AI และเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มตัว แต่ “การผลิต” ยังคงเป็นพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจ เพราะท้ายที่สุดมนุษย์ยังต้องกิน ต้องใช้สินค้า ต้องมีบ้าน เครื่องใช้ เครื่องจักร และสิ่งของที่จับต้องได้ ซึ่งทั้งหมดต้องผ่านกระบวนการผลิต

แม้แต่โลกของ Automation และ Robotics เอง ก็ยังต้องมีการผลิตเครื่องจักรและหุ่นยนต์ขึ้นมาใช้งาน ดังนั้น ยิ่งเทคโนโลยีก้าวหน้า ภาคการผลิตยิ่งต้องก้าวตามให้ทัน โดยนำ AI หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติ เข้ามาเพิ่ม Productivity ยกระดับคุณภาพ ลดต้นทุน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

“AI จะรุ่งเรืองแค่ไหน สุดท้ายก็หนีไม่พ้นการผลิต คนยังต้องกิน ต้องใช้ของ สินค้าต้องมีคนผลิต แม้แต่หุ่นยนต์ก็ต้องมีคนผลิตหุ่นยนต์ เพราะฉะนั้นการผลิตยังสำคัญ เพียงแต่เราต้องใช้ AI มาทำให้เราผลิตได้ดีขึ้น เร็วขึ้น และต้นทุนถูกลง”

สำหรับ CP ซึ่งมีธุรกิจการผลิตเป็นฐานสำคัญ ท่านประธานอาวุโสธนินท์มองว่า เทคโนโลยีกับการผลิตจึงไม่ใช่สองเรื่องที่แยกออกจากกัน แต่ต้องนำเทคโนโลยีเข้ามายกระดับภาคการผลิต เพื่อให้สามารถสร้าง “ของดี ราคาถูก” และแข่งขันได้ในตลาดโลก

บทเรียนที่ 3: “AI ไม่ได้ทำให้คนตกงาน” แต่จะสร้างงานและผู้ประกอบการใหม่

ต่อข้อกังวลว่า AI จะเข้ามาแย่งงานมนุษย์ ท่านประธานอาวุโสธนินท์มีมุมมองว่า AI ไม่ได้หมายความว่าคนจะตกงาน แม้งานบางประเภทและวิธีการทำงานเดิมจะเปลี่ยนไป แต่ในอีกด้านหนึ่ง เทคโนโลยีจะทำให้เกิดงาน ธุรกิจ และผู้ประกอบการรูปแบบใหม่จำนวนมาก

AI จะช่วยให้คนหนึ่งคนมีความสามารถมากขึ้น งานที่ในอดีตต้องอาศัยคนหลายคน สามารถใช้ AI เข้ามาช่วยในหลายด้าน ทั้งบัญชี กฎหมาย การตลาด การวิเคราะห์ข้อมูล และการบริหารจัดการ ทำให้ข้อจำกัดในการเริ่มต้นธุรกิจลดลง และคนทั่วไปมีโอกาสก้าวขึ้นมาเป็นผู้ประกอบการได้ง่ายขึ้น

“ผมไม่เชื่อว่า AI จะทำให้คนตกงาน แต่จะเกิดงานใหม่ขึ้นอีกมาก คนหนึ่งคนจะเก่งขึ้น ทำอะไรได้มากขึ้น และตั้งบริษัทของตัวเองได้ง่ายขึ้น เพราะมี AI มาช่วย เมื่อมีผู้ประกอบการใหม่มากขึ้น ก็จะเกิดธุรกิจใหม่และเกิดการจ้างงานใหม่ตามมา”

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การพยายามรักษางานทุกอย่างให้เหมือนเดิม แต่คือ การเร่งสร้างคนให้มีทักษะและความสามารถสำหรับงานและโอกาสใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น

บทเรียนที่ 4: ผลิตเก่งอย่างเดียวไม่พอ “โลจิสติกส์” ต้องเร็ว

ท่านประธานอาวุโสธนินท์กล่าวว่า เมื่อสินค้ายังคงต้องผลิต โลจิสติกส์ก็ยังคงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะสินค้าที่จับต้องได้ต้องเดินทางจากแหล่งผลิตไปถึงผู้บริโภค ขณะที่ความต้องการของลูกค้ากำลังเปลี่ยนไปสู่ความรวดเร็วมากขึ้น

AI จึงต้องถูกนำมาใช้ตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การวางแผนการผลิต การบริหารสินค้าคงคลัง การคาดการณ์ความต้องการ ไปจนถึงการขนส่ง เพื่อทำให้สินค้าถึงมือลูกค้า เร็วขึ้น ต้นทุนต่ำลง และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในโลกการแข่งขันใหม่ “ความเร็ว” จะต้องมาพร้อมกับ “คุณภาพ” องค์กรไม่สามารถเลือกว่าจะทำให้เร็วหรือทำให้ดี แต่ต้องสามารถทำทั้งสองอย่างไปพร้อมกัน

บทเรียนที่ 5: องค์กรยุค AI ต้อง “แบนลง” คนหน้างานต้องเก่งขึ้น

อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญจาก AI คือ โครงสร้างองค์กรจะต้องแบนลง เพราะข้อมูลจะเข้าถึงคนทำงานได้เร็วขึ้น ขณะที่ AI สามารถช่วยวิเคราะห์และสนับสนุนการตัดสินใจ ทำให้องค์กรไม่จำเป็นต้องมีลำดับชั้นจำนวนมากเหมือนในอดีต

ท่านประธานอาวุโสธนินท์มองว่า องค์กรที่เคยมีสายการบังคับบัญชา 5–6 ระดับ ในอนาคตอาจลดลงเหลือเพียงไม่กี่ระดับ ขณะที่ คนหน้างานจะมีความสำคัญมากขึ้น เพราะเป็นคนที่อยู่ใกล้ลูกค้า ใกล้สินค้า ใกล้กระบวนการผลิต และใกล้ปัญหาจริงมากที่สุด

“ต่อไปองค์กรต้องแบนลง คนหน้างานต้องเก่ง ต้องรู้จริง และต้องมีอำนาจตัดสินใจ เพราะวันนี้มีข้อมูล มี AI มาช่วย ถ้ายังต้องผ่านห้าชั้นหกชั้น เราก็ช้า คนที่เร็วกว่าเราก็ชนะ”

ดังนั้น การสร้างองค์กรในยุค AI จึงต้องเกิดขึ้นพร้อมกันทั้ง Technology Transformation และ People Transformation คือใช้เทคโนโลยีทำให้องค์กรเร็วขึ้น พร้อมกับสร้างคนให้เก่งขึ้นและสามารถตัดสินใจได้มากขึ้น

จากบทเรียนแรก สู่ภารกิจสร้าง “Future Leaders”

การที่ท่านประธานอาวุโสธนินท์ร่วมเปิดห้องเรียนและถ่ายทอดวิชา Future Ready Leader ถือเป็นบทเรียนแรกของ CP-CoEX: AI Business Accelerator รุ่นที่ 1 ซึ่งเป็น Flagship Program แรกของ CoEX ที่มุ่งพัฒนาผู้นำและบุคลากรรุ่นใหม่ให้สามารถเชื่อม Business × Technology × Leadership × Execution และนำ AI ไปใช้กับโจทย์ธุรกิจจริง

ท่านประธานอาวุโสธนินท์ย้ำว่า การเปลี่ยนแปลงจาก AI จะเกิดขึ้นกับทุกธุรกิจและทุกระดับขององค์กร สิ่งที่ต้องเร่งทำจึงไม่ใช่การสร้างผู้เชี่ยวชาญ AI เพียงกลุ่มเล็ก ๆ แต่คือการทำให้ คนทุกระดับเข้าใจ AI ใช้ AI เป็น และสามารถนำ AI ไปเพิ่มความสามารถของตนเองและสร้างผลลัพธ์ให้ธุรกิจได้จริง

ขณะเดียวกัน หลักสูตรเองต้องไม่หยุดนิ่ง แต่ต้องเรียนรู้ ปรับปรุง และพัฒนาให้ “ฉลาดขึ้น” อย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับ AI เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ของแต่ละธุรกิจได้ตรงจุดและทันต่อการเปลี่ยนแปลง

CP-CoEX: AI Business Accelerator จึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงสร้างคนที่ “รู้เรื่อง AI” แต่ต้องการสร้าง Future Leaders ที่รู้ว่าจะใช้ AI อย่างไร มองเห็นโอกาสจากเทคโนโลยี และสามารถนำความรู้ไปเปลี่ยนเป็นการลงมือทำ นวัตกรรม และผลลัพธ์ทางธุรกิจ เพื่อให้องค์กรและประเทศไทยพร้อมแข่งขันในโลกยุคใหม่

หัวใจของการแข่งขันในยุค AI จึงไม่ใช่เพียงว่าใครมี AI ที่เก่งกว่า แต่อยู่ที่ว่าใครสามารถสร้างคนให้รู้จักใช้ AI และนำความสามารถของ AI ไปสร้างสิ่งใหม่ได้เร็วกว่า