“ซีพี” ชู Sustainability Report กุญแจขับเคลื่อนธุรกิจยั่งยืน จาก “เป้าหมาย” สู่ “ผลลัพธ์ที่วัดได้” ลด Scope 3 ลง 9.39%

  • ตอกย้ำวิสัยทัศน์ “คุณศุภชัย เจียรวนนท์” ผลักดันรายงานความยั่งยืนเป็นกลไกสร้างความโปร่งใส ยกระดับธรรมาภิบาล และขับเคลื่อนเศรษฐกิจยั่งยืน

กรุงเทพฯ, 31 สิงหาคม 2569 – เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เปิดเผย รายงานความยั่งยืน ประจำปี 2568 (Sustainability Report 2025) สะท้อนความก้าวหน้าการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืนสู่ผลลัพธ์ที่วัดผลได้ พร้อมชู “รายงานความยั่งยืน” ไม่ใช่เพียงเครื่องมือเปิดเผยข้อมูลหรือสรุปผลการดำเนินงาน แต่เป็น กลไกสำคัญในการกำหนดเป้าหมาย ติดตามความก้าวหน้า สร้างความโปร่งใส และผลักดันองค์กรให้พัฒนาการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความท้าทายทั้งจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความผันผวนทางเศรษฐกิจ และกติกาการค้าโลกยุคใหม่

ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร และการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า การจัดทำรายงานความยั่งยืนมีความสำคัญมากกว่าการรวบรวมผลการดำเนินงานในแต่ละปี เพราะการมีเป้าหมาย ตัวชี้วัด และการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ทำให้องค์กรสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า สิ่งที่ดำเนินการไปแล้วสร้างผลลัพธ์มากน้อยเพียงใด ยังมีช่องว่างใดที่ต้องพัฒนา และเรื่องใดที่ต้องเร่งดำเนินการต่อไป

“รายงานความยั่งยืนไม่ควรเป็นเพียงรายงานว่าองค์กรทำอะไรไปแล้ว แต่ต้องเป็นเครื่องมือที่ทำให้องค์กรรู้ว่าจะต้องทำอะไรต่อไป เมื่อเรากำหนดเป้าหมาย มีตัวชี้วัด ติดตามผล และเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ก็จะทำให้ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงเจตนารมณ์ แต่กลายเป็นกระบวนการบริหารจัดการที่สามารถวัดผลและพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง”

แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ คุณศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ให้ความสำคัญกับบทบาทของภาคเอกชนในการร่วมแก้ปัญหาความท้าทายของโลก และเคยเสนอให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมถึงตลาดทุนทั่วโลก ผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนจัดทำ Sustainability Report เป็นมาตรฐานสำคัญ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ ยกระดับความโปร่งใส และทำให้การดำเนินธุรกิจคำนึงถึงมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน

คุณศุภชัยเคยชี้ให้เห็นว่า ระบบตลาดทุนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจ และแม้ที่ผ่านมาได้ยกระดับธรรมาภิบาลเพื่อคุ้มครองผู้มีส่วนได้เสียมาอย่างต่อเนื่อง แต่โลกวันนี้จำเป็นต้องก้าวไปอีกขั้นสู่ “ความยั่งยืนเชิงระบบ” โดยการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนจะช่วยสร้างทั้งความตระหนักรู้ ความรับผิดชอบ และแรงขับเคลื่อนให้องค์กรนำเรื่อง ESG เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์และการดำเนินธุรกิจ

ดร.ธีระพลกล่าวว่า สำหรับเครือซีพี หลักคิดดังกล่าวถูกนำมาสู่การปฏิบัติภายใต้ค่านิยม “3 ประโยชน์” ที่ยึดประโยชน์ต่อประเทศชาติ ประชาชน และองค์กรเป็นลำดับสุดท้าย รวมถึง 3 เสาหลักด้านความยั่งยืน ได้แก่  การกำกับดูแลกิจการ หรือ Heart: Living Rights, การดูแลสังคม หรือ Health: Living Well, และการปกป้องรักษาสิ่งแวดล้อม หรือ Home: Living Togetherโดยมุ่งทำให้เป้าหมายด้านความยั่งยืนสามารถเชื่อมโยงลงไปสู่การดำเนินงานจริง ทั้งภายในองค์กรและตลอดห่วงโซ่อุปทาน

หนึ่งในความก้าวหน้าสำคัญของปี 2568 คือ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม Scope 3 ซึ่งลดลง 9.39% ผ่านการดำเนินตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยเฉพาะการทำงาน ร่วมกับเกษตรกร ซัพพลายเออร์ และพันธมิตรทางธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการผลักดันระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อยืนยันที่มาของวัตถุดิบทางการเกษตรที่ไม่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า และสนับสนุนการทำเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน

ขณะเดียวกัน การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานโดยตรงใน Scope 1 และ Scope 2 ในปี ลดลง 8.06% เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ในกระบวนการผลิตเป็น 18% และสามารถนำขยะหรือของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ (Waste Utilization) ได้ถึง 87.90% ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเดินหน้าสู่เป้าหมาย Zero Waste to Landfill ภายในปี 2030 และ Net Zero ภายในปี 2050

นอกเหนือจากมิติสิ่งแวดล้อม เครือซีพียังสนับสนุนงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) จำนวน 35,390 ล้านบาท เพื่อพัฒนานวัตกรรมด้านอาหาร พลังงาน และเทคโนโลยีการเกษตรยุคใหม่ ตลอดจนดำเนินโครงการส่งเสริมความเท่าเทียมทางการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Education for Equality) ซึ่งในปีที่ผ่านมาได้มีส่วนสร้างโอกาสการเข้าถึงการเรียนรู้แก่ประชาชนทั่วโลกกว่า 35.8 ล้านคน

ดร.ธีระพลกล่าวเพิ่มเติมว่า ความยั่งยืนไม่สามารถเกิดขึ้นจากองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ที่มีห่วงโซ่อุปทานครอบคลุมผู้ประกอบการ คู่ค้า เกษตรกร และผู้บริโภคจำนวนมาก การกำหนดเป้าหมายและเปิดเผยผลการดำเนินงานอย่างโปร่งใส จึงช่วยส่งต่อมาตรฐานและสร้างแรงขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกันทั้งระบบ

“ความยั่งยืนไม่ใช่เป้าหมายปลายทาง แต่เป็นกระบวนการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รายงานความยั่งยืนจึงไม่ใช่บทสรุปของสิ่งที่เราทำสำเร็จ แต่เป็นทั้งกระจกที่ทำให้เราเห็นผลการดำเนินงานของตัวเอง และเข็มทิศที่บอกว่าเรายังต้องพัฒนาเรื่องใดต่อไป สิ่งสำคัญที่สุดคือการนำข้อมูลเหล่านี้กลับไปสู่การลงมือทำ เพื่อสร้างคุณค่าร่วมทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้เติบโตไปด้วยกัน”

ทั้งนี้ เครือซีพีจัดทำรายงานความยั่งยืนอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2559 โดย รายงานความยั่งยืนประจำปี 2568 นับเป็นรายงานฉบับที่ 10 ครอบคลุมผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของเครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัทใน 8 สายธุรกิจ ใน 23 ประเทศและเขตเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงความคืบหน้าในการบรรลุยุทธศาสตร์และเป้าหมายความยั่งยืนทั้ง 15 เป้าหมาย ตลอดจนการดำเนินงานเพื่อตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย โดยกำหนดขอบเขตการรายงานจากบริษัทที่เครือฯ ถือครองหุ้นในสัดส่วนมากกว่าหรือเท่ากับ 10% หรือมีอำนาจในการบริหารจัดการและควบคุมการปฏิบัติงาน

นอกเหนือจากรายงานความยั่งยืนประจำปี 2568 เครือซีพียังจัดทำ รายงานเฉพาะเรื่อง (Topic-specific Reports) อีก 5 ฉบับ เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกในประเด็นที่สนใจได้อย่างครอบคลุม ได้แก่ Stakeholder Engagement and Materiality Insights Supplement 2025 ซึ่งนำเสนอแนวทางการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียและการประเมินประเด็นสาระสำคัญของเครือฯ, Sustainability Performance Supplement 2025 ซึ่งนำเสนอผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในช่วง 4 ปีล่าสุด, Delivering on Our SDG Commitment 2025 ซึ่งนำเสนอแนวทางการจัดลำดับความสำคัญของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs), Climate & Nature Resilience Supplement 2025 (IFRS S2 & TNFD) ซึ่งนำเสนอการบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาสด้านสภาพภูมิอากาศและธรรมชาติตลอดห่วงโซ่คุณค่า และ Human Rights Supplement 2025 ซึ่งนำเสนอแนวทางการเคารพและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน การตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน รวมถึงประเด็นด้านสิทธิแรงงาน อาชีวอนามัยและความปลอดภัย แรงงานข้ามชาติ การป้องกันการเลือกปฏิบัติและการคุกคาม ตลอดจนความหลากหลาย ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วม

รายงานความยั่งยืน ประจำปี 2568 ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ จึงไม่เพียงสะท้อนผลการดำเนินงานที่ผ่านมา แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า ด้วยการนำข้อมูลและผลลัพธ์ที่วัดได้มาใช้กำหนดทิศทาง ยกระดับการดำเนินงาน และสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อเปลี่ยนเป้าหมายด้านความยั่งยืนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างคุณค่าระยะยาวให้แก่ประเทศ ประชาชน และองค์กรตามหลัก “3 ประโยชน์”

ผู้สนใจสามารถอ่าน รายงานความยั่งยืนประจำปี 2568 ฉบับภาษาไทย ได้ที่

https://www.cpgroupglobal.com/th/document/viewer/923/

และ ฉบับภาษาอังกฤษ ได้ที่

https://www.cpgroupglobal.com/en/document/viewer/922