
3 กันยายน 2569 กรุงเทพมหานคร – คุณศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ขึ้นแสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “Business Building the Future: Winning in Turbulence” ภายในงาน The Bangkok Business Summit 2026 จัดโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมกับภาครัฐและธนาคารโลก ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยชี้ว่าโลกกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งสงคราม ความขัดแย้ง ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขณะที่ประเทศไทยมีความท้าทายด้านการเติบโตเช่นกัน แต่หากมองอย่างรอบคอบ ความท้าทายเหล่านี้สามารถเปลี่ยนเป็นโอกาสในการสร้างการเติบโตครั้งใหม่ให้ประเทศได้
โลกผันผวนรอบด้าน เปลี่ยน “ความท้าทาย” เป็น “โอกาส”
คุณศุภชัยมองว่า โลกกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่มีความไม่แน่นอนสูง ทั้งจากสงคราม ความขัดแย้ง การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ และสภาพภูมิอากาศ ขณะเดียวกัน ความท้าทายยังครอบคลุมถึงคุณภาพชีวิตของผู้คน ความเท่าเทียมทางเพศ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งท้ายที่สุดแล้วล้วนเชื่อมโยงกลับมาสู่เศรษฐกิจและความสามารถในการสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับประชาชน
สำหรับภาคเอกชน ความผันผวนและความท้าทายไม่ได้หมายถึงความเสี่ยงเพียงด้านเดียว แต่ยังเป็นโอกาสในการมองหาอุตสาหกรรมและธุรกิจใหม่ ๆ โดยหากทุกภาคส่วนสามารถร่วมกันวางยุทธศาสตร์และลงทุนอย่างเหมาะสม ความท้าทายเหล่านี้จะสามารถกลายเป็นแรงผลักดันการเติบโตได้
“สำหรับภาคเอกชน เรามักมองหาโอกาสอยู่เสมอ และเมื่อเห็นโอกาสแล้ว เราก็พร้อมที่จะรับความเสี่ยงเพื่อสร้างผลลัพธ์และความสำเร็จ ดังนั้น ความท้าทายต่าง ๆ หากเรามองอย่างรอบคอบ ก็สามารถเปลี่ยนให้กลายเป็นโอกาสได้” คุณศุภชัยกล่าว
ไทยมีแต้มต่อจาก “เกษตร–อาหาร–สุขภาพ” สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่
สำหรับประเทศไทย คุณศุภชัยมองว่า ไทยมีศักยภาพและอยู่ในตำแหน่งที่ดีในการเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส โดยเฉพาะจากจุดแข็งด้าน เกษตร อาหาร และสุขภาพ ซึ่งสามารถต่อยอดด้วยการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของโลก
ประเทศไทยไม่ควรมองภาคเกษตรเพียงในมิติของการผลิตและส่งออกวัตถุดิบ แต่ต้องเปลี่ยนไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม ตั้งแต่การแปรรูปอาหาร ผลิตภัณฑ์แช่แข็ง วัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร ไปจนถึงผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม
ตัวอย่างเช่น ผลไม้ไทยสามารถต่อยอดจากการจำหน่ายผลไม้สดไปสู่ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ หรือผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ เช่น Energy Bar ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าจากสินค้าเกษตรและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่
หัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนจากการผลิตตามสิ่งที่ประเทศไทยมี ไปสู่การผลิตโดยมี “ความต้องการของตลาด” เป็นตัวตั้ง ศึกษาว่าโลกและภูมิภาคต้องการอะไร แล้วออกแบบสินค้า ระบบการผลิต และห่วงโซ่อุปทานให้ตอบโจทย์ความต้องการเหล่านั้น
ใช้ AI–Automation ยกระดับเกษตร เพิ่มผลิตภาพ 3–5 เท่า
คุณศุภชัยมองว่า ภาคเกษตรเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เทคโนโลยีสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมาก ประเทศไทยมีพื้นที่เกษตรกรรมประมาณ 20 ล้านไร่ จึงควรนำโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีที่เหมาะสมเข้าไปสนับสนุน ตั้งแต่ Precision Farming, AI และ Automation เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
หากสามารถเพิ่มผลิตภาพได้ 3–5 เท่า จะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกันการเปลี่ยนผ่านต้องเกิดขึ้นตั้งแต่ระดับครัวเรือนและเกษตรกรรายย่อย เพื่อเปิดโอกาสให้ SMEs เข้ามามีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุตสาหกรรมมากขึ้น นำไปสู่การสร้างงานและโอกาสทางเศรษฐกิจในวงกว้าง
AI คือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของการแข่งขัน เปลี่ยนทุกกระบวนการธุรกิจ
เมื่อมองในภาคธุรกิจ คุณศุภชัยชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กำลังเกิดขึ้นจาก AI, Data, Data Infrastructure และ Cloud Technology ซึ่งกำลังกลายเป็นพื้นฐานสำคัญของการเปลี่ยนแปลงองค์กร
“สิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญที่ธุรกิจต้องนำมาใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงองค์กร หากเราไม่ปรับตัว เราก็จะไม่สามารถแข่งขันได้เพียงพอ” คุณศุภชัยกล่าว
AI จะเข้ามาเปลี่ยนกระบวนการทางธุรกิจในทุกอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นเกษตร การผลิต ธุรกิจท้องถิ่น สายการผลิต โลจิสติกส์ และการกระจายสินค้า โดยเฉพาะการใช้ AI ในภาคธุรกิจแบบ B2B เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดการใช้ทรัพยากร ลดเวลา และยกระดับการดำเนินงาน
การใช้ข้อมูลเพื่อวิเคราะห์การจราจร การขนส่ง และโลจิสติกส์ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการประยุกต์ใช้ AI และ Data ที่สามารถสร้างประโยชน์ได้อย่างมหาศาล แต่สิ่งสำคัญคือต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมรองรับ

สร้าง Ecosystem 5 ระดับ ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานสู่ AI Application
ในระดับประเทศ คุณศุภชัยเสนอภาพของระบบนิเวศเทคโนโลยีที่ต้องเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ประกอบด้วย 5 ระดับ ได้แก่
1. โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการเชื่อมต่อ
2. Data Center และโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผล
3. AI Models และเทคโนโลยี AI
4. การพัฒนาและต่อยอดเทคโนโลยี
5. Application สำหรับผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรม
หากประเทศไทยสามารถวางโครงสร้างที่ถูกต้อง และดึงผู้เล่นที่เหมาะสมจากภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย นักวิจัย และบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเข้ามาร่วมมือกัน จะสามารถสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง และสร้างห่วงโซ่คุณค่าใหม่ให้กับประเทศ
โดยเฉพาะ Advanced Manufacturing และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญของการเติบโตในอนาคต และช่วยให้ประเทศไทยก้าวจากการเป็นผู้ใช้เทคโนโลยีไปสู่การเป็นผู้สร้างและเพิ่มมูลค่าด้วยเทคโนโลยี
“คน” คือหัวใจของการเปลี่ยนผ่าน ปั้น Talent 2 ล้านคนให้เปลี่ยนไทยและโลก
อย่างไรก็ตาม โครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะหัวใจสำคัญอีกด้านคือ “คน” หรือ Talent ประเทศไทยมีนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยประมาณ 2 ล้านคน ซึ่งเป็นฐานสำคัญในการสร้างบุคลากรด้านเทคโนโลยีในอนาคต
ประเทศไทยควรสร้างแรงจูงใจให้นักศึกษาในทุกสาขา ตั้งแต่ศิลปะ อาหาร วิทยาศาสตร์ ไปจนถึงเทคโนโลยี เรียนรู้การนำ AI และ Automation ไปใช้พัฒนาอุตสาหกรรมและสร้างสิ่งใหม่ ๆ
หากสามารถสร้างโครงการและกลไกสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ได้ทดลองและสร้างนวัตกรรม ก็จะเป็นการ “Jump Start” คนรุ่นใหม่จำนวนมหาศาล
“หากเราสามารถทำ Jump Start ในลักษณะนี้ได้จริง เราจะสามารถสร้าง Talent รุ่นใหม่จำนวน 2 ล้านคน ที่ไม่ได้เพียงแค่เปลี่ยนประเทศไทย แต่สามารถออกไปเปลี่ยนโลกได้” คุณศุภชัยกล่าว
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยควรสร้างแรงจูงใจเพื่อดึงดูด Talent นักวิทยาศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกเข้ามาเติมเต็มระบบนิเวศ โดยเปลี่ยนประเทศไทยจากจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว สู่การเป็นจุดหมายปลายทางของนักวิทยาศาสตร์ นักเทคโนโลยี และ Talent ระดับโลก
ลงทุน 1 แสนล้านบาท สร้าง Innovation Ecosystem ดึงนักวิทยาศาสตร์ระดับโลก
อีกหนึ่งแนวทางคือการสร้าง Innovation Center ที่ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำ และศูนย์ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสำคัญ เช่น AI, Space Technology, Robotics, Advanced Science และ Biotechnology
คุณศุภชัยเสนอแนวคิดการลงทุนประมาณ 100,000 ล้านบาท หรือราว 3 พันล้านดอลลาร์ ในระยะเวลา 5 ปี โดยแบ่งการลงทุนออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและห้องปฏิบัติการ การลงทุนเพื่อดึงดูด Talent และนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำจากทั่วโลก และการลงทุนในโครงการวิจัย
การลงทุนดังกล่าวจะช่วยยกระดับขีดความสามารถของมหาวิทยาลัยและสถาบันด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทย สร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำจากต่างประเทศ และวางรากฐานให้ประเทศไทยสามารถสร้างทั้ง “นวัตกรรม” และ “Talent” ได้อย่างต่อเนื่อง
เปลี่ยนเงินทุนเป็น “Sustainable Capital” ผลตอบแทนสูงสุดคือการลงทุนในคน
คุณศุภชัยยังเน้นย้ำถึงบทบาทของเงินทุน โดยมองว่าการลงทุนของประเทศไม่ควรพิจารณาเฉพาะผลตอบแทนทางเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ต้องเป็น Sustainable Capital ที่คำนึงถึงทั้งสภาพภูมิอากาศ ผู้คน และความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน
การลงทุนที่ดีที่สุดจึงต้องสร้างผลตอบแทนกลับคืนสู่ผู้คนและระบบเศรษฐกิจในระยะยาว โดยเฉพาะการลงทุนด้านการศึกษา การพัฒนาทักษะ และการสร้างโอกาสให้คนในทุกระดับ
ขณะที่ภาคเอกชนสามารถใช้กลไกตลาดเป็นตัวขับเคลื่อนการลงทุน ส่วนภาครัฐควรมุ่งสนับสนุนระบบนิเวศ และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อให้เงินลงทุนทุกบาทสามารถสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนกลับคืนสู่ประเทศ
AI กับภาครัฐ เพิ่มประสิทธิภาพ–ความโปร่งใส หลุดจากกับดักการเติบโต
อีกหนึ่งโจทย์สำคัญคือการทำให้ประเทศไทยสามารถหลุดออกจากกับดักการเติบโตเดิม ๆ โดยคุณศุภชัยมองว่า AI สามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพของภาครัฐ
หากสามารถนำ AI มาช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้กับบุคลากรภาครัฐหลายล้านคน จะช่วยให้ระบบราชการมีประสิทธิภาพและมีความโปร่งใสมากขึ้น โดยเฉพาะการทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึง “ข้อมูลที่มีความหมาย” และนำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การเปลี่ยนแปลงจึงไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการนำ เทคโนโลยี ข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน เงินทุน และคน มาทำงานร่วมกัน
ไทยต้องเชื่อม Hardware–Application สร้างบทบาทใหม่ในภูมิภาค
คุณศุภชัยสรุปว่า ประเทศไทยต้องทำให้ Hardware และ Application เดินไปด้วยกัน ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี ไปจนถึงการประยุกต์ใช้จริง หากทุกองค์ประกอบสามารถเชื่อมโยงกัน ตั้งแต่พลังงาน Data Center, AI Model, Talent, งานวิจัย, Advanced Manufacturing ไปจนถึง Application สำหรับผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรม ประเทศไทยจะสามารถสร้างห่วงโซ่คุณค่าใหม่ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และยกระดับบทบาทของประเทศในภูมิภาค
ด้วยทำเลที่ตั้งของประเทศไทย ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับจีน อินเดีย อาเซียน และเอเชียใต้ ประเทศไทยจึงมีโอกาสพัฒนาเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ การค้า การเงิน เทคโนโลยี และนวัตกรรมของภูมิภาค หากสามารถวางโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม ควบคู่กับการพัฒนาคน เทคโนโลยี และการลงทุนที่ยั่งยืน
The Bangkok Business Summit 2026 เวทีร่วมรัฐ–เอกชน วางทิศทาง “Reinvent Thailand, Resilient ASEAN”
สำหรับงาน The Bangkok Business Summit 2026 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Reinvent Thailand, Resilient ASEAN” โดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารโลก (World Bank) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อเป็นเวทีแสดงวิสัยทัศน์ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และปูทางสู่การประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในกรุงเทพฯ ในเดือนตุลาคม 2569 รวมถึงการเตรียมความพร้อมสู่บทบาทประธานอาเซียนของไทยในปี 2571
เวทีเสวนาดังกล่าว ยังมีผู้นำภาคธุรกิจร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ได้แก่ คุณขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารกสิกรไทย, คุณอาลก โลเฮีย รองประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) และ คุณฮาราลด์ ลิงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บี.กริม เพาเวอร์ ดำเนินรายการโดย คุณเกษมสิทธิ์ ปฐมศักดิ์ รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยงานมุ่งเป็นมากกว่าเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่เป็นพื้นที่ที่ประเทศไทยนำเสนอจุดแข็ง โอกาส และทิศทางการพัฒนาประเทศต่อประชาคมธุรกิจโลก พร้อมเชื่อมโยงวิสัยทัศน์ของภาครัฐ ข้อเสนอจากองค์กรระหว่างประเทศ และประสบการณ์จริงของภาคธุรกิจ เพื่อร่วมกันสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และทำให้ไทยเป็นส่วนสำคัญของอาเซียนที่สามารถปรับตัวและเติบโตท่ามกลางพลวัตของโลก หรือ “Resilient ASEAN”





