เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดบ้านต้อนรับคณะกรรมการรางวัลคุณภาพแห่งชาติ และ มูลนิธิคีนันแห่งเอเชีย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ “CP Excellence Sharing Day” ชูพลัง AI ยกระดับองค์กรสู่ความเป็นเลิศและความยั่งยืน

19 สิงหาคม 2569 – เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดบ้านต้อนรับคณะกรรมการรางวัลคุณภาพแห่งชาติ (Thailand Quality Award) นำโดย คุณปิยะบุตร ชลวิจารณ์ ประธานกรรมการรางวัลคุณภาพแห่งชาติ พร้อมด้วย ศ.กิตติคุณ นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ประธานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ คุณสมบูรณ์ พิทยรังสฤษฎ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) รวมถึงคณะผู้แทนจากสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมด้วยผู้แทนจาก มูลนิธิคีนันแห่งเอเชีย (Kenan Foundation Asia) นำโดย ดร.วิมลกานต์ โกสุมาศ ประธานมูลนิธิคีนันแห่งเอเชีย และ ดร.จารุศรี จิรวิสิฐกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการศึกษา ร่วมงาน “CP Excellence Sharing Day” เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการบริหารองค์กร การยกระดับความเป็นเลิศ และการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ณ True Digital Park (West)

โอกาสนี้ ผู้บริหารระดับสูงของเครือเจริญโภคภัณฑ์ร่วมให้การต้อนรับและแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ นำโดย ดร.อาชว์ เตาลานนท์รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ พร้อมด้วย คุณทินกร เรือนทิพย์ ผู้ช่วยบริหาร สำนักรองประธานอาวุโส คุณปกรณ์ โฆษวณิชการ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ คุณสุนทรี ธาราธิคุณ รองกรรมการผู้จัดการ เครือเจริญโภคภัณฑ์ คุณศราวดี แสงสุข ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และคณะผู้บริหาร

จากวิถีธุรกิจ สู่ระบบบริหาร “CP Excellence”

ภายในงาน ดร.อาชว์ เตาลานนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร CP Excellence ร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “AI for CP Excellence” โดยย้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของเครือเจริญโภคภัณฑ์จากจุดเริ่มต้นของธุรกิจขนาดเล็ก สู่การเป็นองค์กรระดับโลกที่ดำเนินธุรกิจและลงทุนใน 23 ประเทศ มีพนักงานประมาณ 450,000 คน และก้าวเข้าสู่ปีที่ 105 ของการดำเนินธุรกิจ

ดร.อาชว์กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของเครือฯ ไม่ได้มาจากธุรกิจขนาดใหญ่ หากเริ่มจากร้านเล็ก ๆ ที่จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ผักบริเวณวัดเกาะ โดยผู้ก่อตั้งซึ่งอพยพมาจากประเทศจีน และมีเกษตรกรเป็นลูกค้าหลัก ซึ่งในเวลานั้นต้องเผชิญทั้งความยากจนและความเสี่ยงในการเพาะปลูก หากเมล็ดพันธุ์ไม่สามารถเพาะปลูกได้ ย่อมหมายถึงการสูญเสียทั้งเวลาและรายได้

ด้วยความเข้าใจในความต้องการของเกษตรกร เครือฯ จึงริเริ่มระบุวันหมดอายุบนบรรจุภัณฑ์เมล็ดพันธุ์ และเปิดโอกาสให้ลูกค้านำเมล็ดพันธุ์ที่พ้นช่วงคุณภาพมาเปลี่ยนใหม่ได้ ซึ่งแม้ปัจจุบันจะเป็นเรื่องปกติ แต่ในเวลานั้นถือเป็นแนวคิดใหม่ และสะท้อนแนวทางการสร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้า ตลอดจนเป็นหนึ่งในรากฐานของการสร้างนวัตกรรมของเครือฯ

เมื่อประเทศไทยพัฒนาและเทคโนโลยีจากต่างประเทศเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เครือฯ จึงเรียนรู้ว่าการเติบโตในระยะยาวจำเป็นต้อง “ยอมรับการเปลี่ยนแปลง” และพร้อมปรับตัวอยู่เสมอ จากธุรกิจเมล็ดพันธุ์จึงขยายสู่ธุรกิจอาหารสัตว์และการเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะธุรกิจไก่

ในอดีต เกษตรกรต้องดำเนินการทุกขั้นตอนด้วยตนเอง ตั้งแต่การฟักลูกไก่ ผสมอาหาร ฉีดวัคซีน เลี้ยงดู ไปจนถึงการหาตลาด ทำให้ครอบครัวหนึ่งสามารถเลี้ยงไก่ได้เพียงหลักสิบตัว เครือฯ จึงนำแนวคิด Contract Farming มาปรับใช้ โดยช่วยจัดหาลูกไก่ อาหารสัตว์ วัคซีน และตลาดรองรับ ขณะที่เกษตรกรสามารถมุ่งเน้นการเลี้ยงและดูแลไก่ให้มีคุณภาพ

แนวทางดังกล่าวทำให้สิ่งที่เคยซับซ้อนถูกทำให้ง่ายขึ้น เกษตรกรสามารถขยายการเลี้ยงจากหลักสิบไปสู่หลักพันหรือหลักหมื่นตัว เพิ่มประสิทธิภาพและรายได้ ขณะเดียวกันประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งโปรตีนในราคาที่เหมาะสมมากขึ้น

แนวคิดเหล่านี้ถูกนำไปต่อยอดในธุรกิจต่าง ๆ จนพัฒนาเป็น ค่านิยม 6 ประการของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้แก่ สามประโยชน์, ทำเร็วและมีคุณภาพ, ทำเรื่องยากให้ง่าย, ยอมรับการเปลี่ยนแปลง, สร้างสิ่งใหม่ และคุณธรรมและความซื่อสัตย์ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงถ้อยคำ แต่เป็นรากฐานของวิธีคิดและการดำเนินธุรกิจที่ถูกส่งต่อและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

 

จาก TQA สู่ “CP Excellence” สร้างระบบบริหารร่วมของทั้งเครือฯ

ต่อเนื่องจากแนวคิดดังกล่าว คุณทินกร เรือนทิพย์ ผู้ช่วยบริหาร สำนักรองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวในหัวข้อ “จาก TQA สู่ ‘CP Excellence’ สร้างระบบบริหารร่วมของทั้งเครือฯ” ถ่ายทอดพัฒนาการจากการนำแนวคิดของ Thailand Quality Award (TQA) มาประยุกต์ใช้ สู่การพัฒนาเป็น “CP Excellence” ระบบบริหารความเป็นเลิศที่ออกแบบให้เหมาะสมกับบริบทและความหลากหลายของธุรกิจในเครือฯ

คุณทินกรกล่าวว่า เมื่อธุรกิจของเครือฯ ขยายตัว มีความหลากหลายและมีความซับซ้อนมากขึ้น การมีระบบบริหารที่เป็นมาตรฐานและเชื่อมโยงกันจึงมีความสำคัญ เครือฯ จึงนำแนวทาง TQA มาประยุกต์ใช้ เพื่อสร้างกรอบการบริหารที่เป็นระบบ และต่อยอดให้สอดคล้องกับบริบทของเครือฯ จนเกิดเป็น “CP Excellence” ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างระบบบริหารร่วม ให้ธุรกิจต่าง ๆ สามารถทำงานภายใต้กรอบเดียวกัน มุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน และสนับสนุนซึ่งกันและกัน

CP Excellence ครอบคลุมองค์ประกอบสำคัญของการบริหาร ตั้งแต่ การนำองค์กร กลยุทธ์ การบริหารคน การปฏิบัติการ การมุ่งเน้นลูกค้า และนวัตกรรม ควบคู่กับปัจจัยพื้นฐานด้าน ธรรมาภิบาล การบริหารผู้มีส่วนได้เสีย การจัดการข้อมูลและสารสนเทศ ตลอดจนความยั่งยืนด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยทุกองค์ประกอบเชื่อมโยงไปสู่ผลลัพธ์และความเป็นเลิศขององค์กร

โครงสร้างของ CP Excellence เปรียบเสมือน “บ้าน” ที่มีเสาหลักเป็นระบบบริหารธุรกิจ ฐานเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สร้างความมั่นคง และหลังคาเป็นผลลัพธ์และความเป็นเลิศ โดยทุกส่วนต้องเชื่อมโยงกัน มีการวัดผล ประเมิน และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน การขับเคลื่อนระบบไม่ได้จำกัดอยู่ที่ทีมส่วนกลาง แต่ยังมุ่งสร้างบุคลากรภายในแต่ละธุรกิจให้สามารถเป็น Internal Assessor เพื่อประเมินและพัฒนาระบบของตนเอง รวมถึงพัฒนาผู้ประเมินระดับเครือฯ เพื่อสร้างการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และยกระดับมาตรฐานข้ามธุรกิจ

นับตั้งแต่เริ่มขับเคลื่อนนโยบาย CP Excellence ในปี 2017 จากธุรกิจประมาณ 278 ธุรกิจทั่วโลก ปัจจุบันมีการวางระบบแล้วประมาณ 190 ธุรกิจ โดยประมาณ 152 ธุรกิจสามารถขับเคลื่อนและรักษาระบบได้ด้วยตนเอง ขณะที่อีกประมาณ 38 ธุรกิจยังอยู่ระหว่างการเสริมความแข็งแกร่งร่วมกับทีมส่วนกลาง

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือกระบวนการวางระบบในรูปแบบเดิมใช้เวลานาน โดยหนึ่งธุรกิจอาจใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปีครึ่ง และบางแห่งอาจใช้เวลาถึง 2 ปี รวมถึงต้องอาศัยผู้บริหารและบุคลากรจำนวนมากเข้ามามีส่วนร่วม

โจทย์ดังกล่าวจึงนำไปสู่การมองหา AI เพื่อเข้ามาช่วย Transform ระบบบริหาร CP Excellence ให้ “เร็วขึ้น ง่ายขึ้น และขยายผลได้” และเชื่อมต่อไปสู่ภาพใหญ่ของการทำ AI Transformation ในระดับองค์กร

 

“AI Transformation” ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือการออกแบบองค์กรใหม่

จากระบบบริหารความเป็นเลิศสู่การเปลี่ยนผ่านองค์กร ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ถ่ายทอดแนวทางในหัวข้อ “CP AI Transformation” ขยายภาพจากการนำ AI มาสนับสนุน CP Excellence สู่การใช้ AI เพื่อสร้างคุณค่าและผลลัพธ์ทางธุรกิจ ตลอดจนสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน

ดร.ธีระพลกล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของ AI กำลังเกิดขึ้นด้วยความเร็วสูง และ AI ในวันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่จะส่งผลต่อทั้งวิธีคิด วิธีทำงาน และความสามารถในการแข่งขันขององค์กรและประเทศ

หนึ่งในความแตกต่างสำคัญคือ AI สามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้จากหลากหลายศาสตร์เข้าด้วยกัน ทั้งกฎหมาย บัญชี เทคโนโลยี ชีววิทยา การแพทย์ และธุรกิจ จึงมีศักยภาพในการทำหน้าที่เป็น “Multi-disciplinary Intelligence” และสร้างองค์ความรู้หรือแนวทางใหม่จากการเชื่อมโยงข้อมูลข้ามศาสตร์

ขณะเดียวกัน AI ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการนำเครื่องมือมาใช้งาน แต่เกี่ยวข้องกับ Technology Sovereignty และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยประเทศไทยจำเป็นต้องพิจารณาตำแหน่งของตนเองใน AI Value Chain ตั้งแต่ Chipset, Electronics, Energy, Data Center, Compute, Foundation Model ไปจนถึง Application และ Business Use Case

ดร.ธีระพลยังชี้ว่า AI มีต้นทุน ทั้งในด้าน Token และ Compute ดังนั้นในอนาคตองค์กรอาจไม่ได้แข่งขันกันเพียงว่าใครมี AI ที่ฉลาดที่สุด แต่ต้องแข่งขันกันว่า ใครสามารถสร้าง Intelligence ได้ด้วยต้นทุนที่เหมาะสมที่สุด การบริหาร Portfolio ของ AI Model และ Token Management จึงมีความสำคัญมากขึ้น โจทย์สำคัญขององค์กรในวันนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่า AI สามารถใช้งานได้หรือไม่ แต่คือ AI จะสร้างรายได้ ลดต้นทุน สร้างธุรกิจใหม่ หรือสร้าง Competitive Advantage ได้อย่างไร

องค์กรจึงต้องขยับจากการใช้ AI เพื่อเพิ่ม Productivity ไปสู่ Monetization, Cost Reduction, New Revenue, New Business Model และ Competitive Advantage โดยความสำเร็จไม่ควรวัดจากจำนวน AI Project หรือ AI Use Case แต่ต้องวัดจาก Impact และ Intelligence ที่สร้างขึ้นให้กับองค์กร

ขณะเดียวกัน โลกกำลังขยับจาก Generative AI ไปสู่ Agentic AI ที่สามารถรับคำสั่งและดำเนินงานหลายขั้นตอนได้ ทำให้องค์กรต้องให้ความสำคัญควบคู่กันทั้ง Productivity และ Governance เพราะแม้ AI จะมีความสามารถเพิ่มขึ้น แต่ความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ยังคงเป็นของมนุษย์และองค์กร

ดังนั้น แนวทางที่เหมาะสมจึงเป็น Human–AI Co-Work หรือ Co-Pilot โดยมนุษย์ยังคงมีบทบาทในการกำกับ ตรวจสอบ และตัดสินใจ พร้อมกับนำ AI มาเป็นผู้ช่วยเพิ่มขีดความสามารถ

สิ่งสำคัญอีกประการคือ AI ไม่ควรถูกนำไปใส่ใน Workflow เดิมเพียงอย่างเดียว แต่ควรถูกใช้เป็นโอกาสในการ Redesign Workflow และ Operating Model ใหม่ เพื่อให้องค์กรสามารถใช้ประโยชน์จากความสามารถของ AI ได้อย่างเต็มที่

AI ไม่ใช่เรื่องของ IT แต่เป็นเรื่องของทั้งองค์กร

ดร.ธีระพลย้ำว่า AI ไม่ใช่ IT Project แต่เกี่ยวข้องกับทั้งวิสัยทัศน์ กลยุทธ์ กระบวนการ บุคลากร ลูกค้า คู่ค้า Governance และ Business Model

ในอดีตองค์กรอาจทบทวน Strategy ทุก 2–3 ปี แต่เมื่อ Business Ecosystem เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว องค์กรอาจต้องกลับมาทบทวนกลยุทธ์ทุก 3–6 เดือน ทำให้ AI กลายเป็นประเด็นโดยตรงของ Leadership และ Organizational Strategy

นอกจากนี้ การ Transformation ไม่สามารถเกิดขึ้นเฉพาะภายในองค์กร แต่ต้องขยายไปยัง Supplier, Partner และ SME ใน Ecosystem ด้วย เพื่อให้ทั้งระบบสามารถปรับตัวและเติบโตไปพร้อมกัน

 

“คน” และ “ข้อมูล” คือ Infrastructure สำคัญของยุค AI

แม้ AI จะเป็นเทคโนโลยี แต่หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงยังคงอยู่ที่ “คน” องค์กรจึงต้องเปลี่ยนมุมมองจากการมอง Talent เป็นเพียงค่าใช้จ่าย ไปสู่การมอง Talent เป็น Infrastructure ที่ช่วยสร้างความสามารถในการผลิตและประยุกต์ใช้ AI

การพัฒนาทักษะด้าน AI ควบคู่กับ Entrepreneurial Mindset และ Lifelong Learning จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะ AI จะเปลี่ยนรูปแบบการทำงานและเปิดโอกาสให้คนสามารถสร้าง Solution และธุรกิจใหม่ได้มากขึ้น

ขณะเดียวกัน Data คืออาหารของ AI องค์กรขนาดใหญ่จึงจำเป็นต้องจัดการข้อมูลที่กระจายอยู่ในหลายบริษัทและหลายหน่วยงานให้สามารถเชื่อมโยงและนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

จาก AI First สู่ AI for All

สำหรับเครือเจริญโภคภัณฑ์ ดร.ธีระพลกล่าวว่า กำลังขับเคลื่อนแนวคิด “AI First” เพื่อให้ AI เป็นหนึ่งใน Foundation ของการทำธุรกิจ แต่เป้าหมายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภายในองค์กร หากสามารถสร้างองค์ความรู้และระบบ AI ได้ ก็ควรส่งต่อโอกาสให้คนไทยสามารถเข้าถึงและเรียนรู้เทคโนโลยีได้ด้วย จึงเกิดแนวคิด “AI for All”

เป้าหมายคือการเปิดโอกาสให้คนไทยจำนวนมากสามารถเรียนรู้และใช้ประโยชน์จาก AI เพื่อยกระดับขีดความสามารถของคนและประเทศ ไม่ใช่เป็นประโยชน์เฉพาะกับองค์กรหรือคนบางกลุ่ม

ดร.ธีระพลกล่าวทิ้งท้ายว่า ความสำเร็จของ AI Transformation ไม่ควรหยุดอยู่ที่ Pilot แต่ต้องสามารถขยายผลไปสู่ Hyper-Growth at Scale โดยองค์กรต้องมุ่งเปลี่ยนผ่านจาก Traditional Company ไปสู่ Tech-Driven Company

“AI กำลังเปลี่ยนโลกอยู่แล้ว คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า AI จะเปลี่ยนโลกหรือไม่ แต่คือ เราจะปรับตัวได้เร็วพอที่จะเป็นผู้สร้างอนาคต หรือจะกลายเป็นเพียงผู้ตามในโลกที่ AI เป็นผู้กำหนดเกม

 

TQA ไม่ใช่เพียงรางวัล แต่คือเครื่องมือยกระดับองค์กรไทย

ด้าน คุณปิยะบุตร ชลวิจารณ์ ประธานกรรมการรางวัลคุณภาพแห่งชาติ กล่าวว่า การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างคณะกรรมการรางวัลคุณภาพแห่งชาติ มูลนิธิคีนันแห่งเอเชีย และเครือเจริญโภคภัณฑ์ในครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนมุมมอง โดยเฉพาะเรื่อง AI และ Digital Transformation ซึ่งกำลังมีบทบาทอย่างมากต่อการบริหารและการพัฒนาองค์กร

คุณปิยะบุตรกล่าวว่า เทคโนโลยีในแต่ละยุค ตั้งแต่ Internet, IoT จนถึง AI ล้วนส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและทำให้องค์กรต้องปรับตัว แต่หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการมีเทคโนโลยีใหม่ หากอยู่ที่การนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อ เพิ่มประสิทธิภาพ ยกระดับคุณภาพ และพัฒนาคน

สำหรับ Thailand Quality Award (TQA) ถือเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมองค์กรไทยให้มีระบบบริหารจัดการที่เป็นเลิศและเทียบเคียงมาตรฐานสากล โดยคุณค่าของ TQA ไม่ได้อยู่เพียงการมอบรางวัล แต่คือการสร้าง “เครื่องมือในการขับเคลื่อนการพัฒนาองค์กรไทย”

ทั้งนี้ ดร.อาชว์ เตาลานนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่มีบทบาทในการบุกเบิกและผลักดันแนวคิดด้าน TQA ในประเทศไทยร่วมกับคุณพารณ อิศรเสนา โดยแนวคิดดังกล่าวมีรากฐานเชื่อมโยงกับ Malcolm Baldrige National Quality Award ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งพิจารณาองค์กรอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ภาวะผู้นำ กลยุทธ์ ลูกค้า บุคลากร กระบวนการทำงาน การจัดการความรู้ ไปจนถึงผลลัพธ์ขององค์กร

คุณปิยะบุตรกล่าวว่า คุณค่าที่แท้จริงของ TQA จึงไม่ใช่ตัวรางวัล แต่คือองค์ความรู้ ระบบ และกระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้องค์กรสามารถพัฒนาตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่องค์กรที่มีประสบการณ์สามารถนำแนวทางการบริหารจัดการมาแบ่งปัน เพื่อให้องค์กรอื่นนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง

สำหรับเครือเจริญโภคภัณฑ์ คุณธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์กรมาโดยตลอด และสนับสนุนให้บริษัทต่าง ๆ ในเครือนำแนวทาง TQA มาใช้เป็นกรอบในการยกระดับองค์กรอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ควรรอจนถึงวันที่ต้องสมัครรับรางวัลแล้วจึงเริ่มพัฒนา แต่ควรใช้ TQA เป็น Framework ในการบริหารและพัฒนาองค์กร

“เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงการได้ TQA แต่คือการใช้ TQA เป็นเครื่องมือในการสร้างองค์กรที่มีคุณภาพ มีความสามารถในการแข่งขัน และเติบโตได้อย่างยั่งยืน”

คุณปิยะบุตรยังกล่าวว่า กระบวนการประเมิน TQA มุ่งพิจารณาการดำเนินงานจริง ไม่ได้ประเมินเพียงรายงานหรือเอกสาร โดยผู้ประเมินจะศึกษาการทำงานจริง พูดคุยกับผู้บริหารและบุคลากรหลายระดับ ตลอดจนตรวจสอบกระบวนการทำงาน เพื่อพิจารณาว่าสิ่งที่องค์กรกำหนดไว้สอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่

ดังนั้น การได้รับ TQA จึงสะท้อนถึง คุณภาพของระบบบริหารจัดการทั้งองค์กร มากกว่าความสำเร็จของโครงการใดโครงการหนึ่ง และในยุค Digital และ AI กรอบ TQA เองก็จำเป็นต้องพัฒนาให้เท่าทันบริบทโลก โดยองค์กรต้องพิจารณาว่า AI และ Digital สามารถเชื่อมโยงกับกลยุทธ์และกระบวนการทำงาน และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ยกระดับคุณภาพ และสร้างความสามารถในการแข่งขันได้จริงหรือไม่

พร้อมกันนี้ คุณปิยะบุตรย้ำว่า แม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่หัวใจของการเปลี่ยนแปลงยังคงอยู่ที่ “คน”องค์กรจึงต้องให้ความสำคัญกับการ Reskill และ Upskill รวมถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านการสอนและ Mentoring เพื่อให้ความรู้ถูกส่งต่อและนำไปต่อยอดได้จริง

เยี่ยมชม CP Center of Excellence สัมผัสเทคโนโลยีและนวัตกรรมต้นแบบ

ในช่วงท้าย คณะผู้เข้าร่วมงานได้เยี่ยมชม CP Center of Excellence ศูนย์กลางด้านนวัตกรรมและการเรียนรู้ของเครือฯ ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ Digital & AI Lab, Cloud & Data Center และ Bio-Tech Lab เพื่อสัมผัสเทคโนโลยีและนวัตกรรมต้นแบบที่นำมาประยุกต์ใช้กับการดำเนินงานจริง

กิจกรรมครั้งนี้สะท้อนแนวทางของเครือเจริญโภคภัณฑ์ในการนำ ระบบบริหาร เทคโนโลยี AI องค์ความรู้ และศักยภาพของบุคลากร มาผสานเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในระดับองค์กร และต่อยอดความเป็นเลิศจาก TQA สู่ CP Excellence และจาก CP Excellence สู่ AI Transformation เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมวางรากฐานให้องค์กรสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว