
โครงการฟาร์มกระบือทันสมัย (Buffalo Modern Farm; BMF) ของมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) สร้างอีกหนึ่งความภาคภูมิใจให้กับวงการกระบือไทย เมื่อข้อมูลและประสบการณ์ที่สั่งสมจากการทำงานเคียงข้างเกษตรกรผู้เลี้ยงกระบือในพื้นที่ชนบทและพื้นที่ชายขอบของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ปี ได้รับการพัฒนาต่อยอดสู่ผลงานวิจัยระดับนานาชาติ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยฟลอริดา สหรัฐอเมริกา จนได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติ Tropical Animal Health and Production ซึ่งเป็นวารสารด้านการผลิตสัตว์และสุขภาพสัตว์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

ผลงานวิจัยเรื่อง “Forage Security Index (FSI) as a Determinant of Income and Sustainability in Smallholder Swamp Buffalo Production Systems in Northeastern Thailand” ได้นำเสนอแนวคิดและการพัฒนา “ดัชนีความมั่นคงด้านอาหารหยาบ” หรือ Forage Security Index (FSI) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับประเมินความพร้อมด้านอาหารสัตว์ของฟาร์มกระบือรายย่อย โดยอาศัยข้อมูลพื้นฐานที่เกษตรกรสามารถจัดเก็บและคำนวณได้ด้วยตนเอง ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ความมั่นคงด้านอาหารหยาบมีความเชื่อมโยงกับรายได้และความยั่งยืนของระบบการผลิตกระบือในระดับฟาร์ม
งานวิจัยชิ้นนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของหน่วยวิจัยเฉพาะทางพันธุศาสตร์สัตว์เขตร้อนชื้น (Tropical Animal Genetic Special Research Unit; TAGU) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำโดย คุณสโรชิตา แสงจง นิสิตระดับปริญญาเอก สาขาสัตวศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รองศาสตราจารย์ ดร.ธนาทิพย์ สุวรรณโสภี รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คุณสุพชัย ปัญญาเอก ผู้จัดการโครงการฟาร์มกระบือทันสมัย (BMF) มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ศาสตราจารย์ เมาริซิโอ เอลโซ จากมหาวิทยาลัยฟลอริดา สหรัฐอเมริกา และศาสตราจารย์ ดร.ศกร คุณวุฒิฤทธิรณ หัวหน้าหน่วยวิจัยเฉพาะทางพันธุศาสตร์สัตว์เขตร้อนชื้น (TAGU) ภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยเป็นการบูรณาการองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับประสบการณ์การทำงานจริงในพื้นที่ จนนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่ตอบโจทย์ปัญหาของเกษตรกรได้อย่างเป็นรูปธรรม

ตลอดระยะเวลากว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา โครงการฟาร์มกระบือทันสมัยของมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ ได้ทำงานร่วมกับเกษตรกรในพื้นที่ชนบทและพื้นที่ชายขอบทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านการพัฒนาพันธุ์กระบือ การส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการจัดการฟาร์ม การพัฒนาแหล่งอาหารสัตว์ และการสร้างเครือข่ายเกษตรกรที่เข้มแข็ง ส่งผลให้เกิดฐานข้อมูลภาคสนามที่มีคุณค่า และนำไปสู่การพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ที่สามารถตอบโจทย์ปัญหาของเกษตรกรได้จริง
การศึกษาครั้งนี้ใช้ข้อมูลจากฟาร์มกระบือปลักไทยจำนวน 49 ฟาร์ม ใน 7 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ ขอนแก่น ศรีสะเกษ สุรินทร์ เลย นครพนม บึงกาฬ และอุบลราชธานี ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่ที่โครงการฟาร์มกระบือทันสมัยเข้าไปดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า “ความมั่นคงด้านอาหารสัตว์” คือรากฐานสำคัญของความสำเร็จในการเลี้ยงกระบือ โดยพบว่าพื้นที่อาหารหยาบที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ตลอดทั้งปีมีความสัมพันธ์กับรายได้ของเกษตรกรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทุกการเพิ่มพื้นที่อาหารหยาบ 1 ไร่ มีความสัมพันธ์กับรายได้ที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 14,600 บาทต่อปี


จากข้อค้นพบดังกล่าว คณะวิจัยได้พัฒนา “ดัชนีความมั่นคงด้านอาหารหยาบ (Forage Security Index: FSI)” เครื่องมือที่ช่วยให้เกษตรกรประเมินศักยภาพด้านอาหารสัตว์ของฟาร์มได้อย่างง่ายและเป็นรูปธรรม โดยอาศัยการเปรียบเทียบระหว่างพื้นที่อาหารหยาบทั้งหมดกับจำนวนกระบือที่เลี้ยงอยู่
ผลการวิเคราะห์พบว่า ฟาร์มที่มีค่า FSI สูง มีรายได้เฉลี่ยมากกว่าฟาร์มที่มีค่า FSI ต่ำถึงประมาณ 136,000 บาทต่อปี และทุกการเพิ่มค่า FSI ขึ้น 1 หน่วย มีความสัมพันธ์กับรายได้ที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 47,000 บาทต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าการบริหารจัดการทรัพยากรอาหารสัตว์อย่างเหมาะสมสามารถส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการผลิตและความมั่นคงทางรายได้ของเกษตรกร
นอกจากการค้นพบความเชื่อมโยงระหว่างอาหารหยาบกับรายได้แล้ว งานวิจัยชิ้นนี้ยังถือเป็นก้าวสำคัญในการต่อยอดองค์ความรู้ทางวิชาการสู่เครื่องมือเชิงปฏิบัติที่เกษตรกรสามารถนำไปใช้ได้จริง ช่วยสนับสนุนการวางแผนบริหารจัดการฟาร์ม การประเมินศักยภาพการรองรับจำนวนกระบือ และการตัดสินใจลงทุนหรือขยายฝูงอย่างมีประสิทธิภาพ อันนำไปสู่การยกระดับการเลี้ยงกระบือไทยให้มีความมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

คุณสโรชิตา แสงจง กล่าวว่า งานวิจัยครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นจากการทำงานร่วมกับเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งพบว่า ปัญหาด้านอาหารหยาบเป็นความท้าทายสำคัญของการเลี้ยงกระบือ โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง จึงเกิดแนวคิดในการพัฒนาเครื่องมือที่เกษตรกรสามารถนำไปใช้ประเมินศักยภาพของฟาร์มได้จริง
“สิ่งที่น่าภาคภูมิใจ คือ องค์ความรู้ชิ้นนี้เกิดขึ้นจากข้อมูลจริงของเกษตรกรไทย และสามารถต่อยอดสู่ผลงานวิจัยที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ สะท้อนให้เห็นว่าองค์ความรู้ที่เกิดจากฟาร์มของเกษตรกรไทย ไม่เพียงสร้างประโยชน์ในระดับชุมชน แต่ยังสามารถต่อยอดสู่ องค์ความรู้ที่ได้รับการยอมรับในเวทีวิชาการนานาชาติ ได้อีกด้วย

ศาสตราจารย์ ดร.ศกร คุณวุฒิฤทธิรณ กล่าวว่า จุดเด่นสำคัญของงานวิจัยชิ้นนี้ไม่ได้อยู่เพียงการค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างอาหารหยาบกับรายได้ของเกษตรกร แต่คือการเปลี่ยนแนวคิดเรื่อง “ความมั่นคงด้านอาหารหยาบ” ให้กลายเป็นเครื่องมือที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในระดับฟาร์ม
“FSI เป็นตัวอย่างของการนำข้อมูลที่เกษตรกรมีอยู่แล้วมาสร้างคุณค่าเพิ่ม เกษตรกรสามารถใช้ดัชนีนี้ประเมินความพร้อมของฟาร์ม วางแผนการปลูกพืชอาหารสัตว์ การขยายฝูง และการบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในระยะยาว”

ด้าน คุณสุพชัย ปัญญาเอก กล่าวว่า ผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในระดับนานาชาติครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของการทำงานพัฒนาเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง และยืนยันว่าองค์ความรู้ที่เกิดจากการทำงานร่วมกับเกษตรกรสามารถต่อยอดสู่ประโยชน์ในวงกว้างได้ ตลอดเวลากว่า 20 ปีที่เราทำงานกับเกษตรกรผู้เลี้ยงกระบือ เราเห็นชัดเจนว่าอาหารหยาบคือรากฐานสำคัญของการเลี้ยงสัตว์เคี้ยวเอื้อง งานวิจัยชิ้นนี้ช่วยยืนยันด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่า การมีแหล่งอาหารสัตว์ที่เพียงพอและมั่นคงมีความเชื่อมโยงกับรายได้และความยั่งยืนของเกษตรกรอย่างชัดเจน
“ในมุมของเกษตรกรผู้เลี้ยงกระบือรายย่อย อาหารหยาบไม่ได้เป็นเพียงแหล่งอาหารสัตว์เท่านั้น แต่ยังเป็นบ่อเกิดของรายได้และสินทรัพย์ของครอบครัว เพราะเมื่อมีอาหารสัตว์ที่เพียงพอและมั่นคง เกษตรกรสามารถรักษาศักยภาพการผลิต ลดต้นทุน เพิ่มโอกาสในการขยายฝูง และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครัวเรือนได้อย่างยั่งยืน การปลูกหญ้าอาจเป็นเรื่องพื้นฐานที่หลายคนมองข้าม แต่แท้จริงแล้วคือการลงทุนระยะยาวที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มความมั่นคงด้านอาหารสัตว์ และเพิ่มศักยภาพในการพึ่งพาตนเองของเกษตรกร ผลงานวิจัยนี้จึงไม่ใช่เพียงความสำเร็จทางวิชาการ แต่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการนำองค์ความรู้มาสร้างประโยชน์ให้กับเกษตรกรได้จริง”

ความสำเร็จของงานวิจัยครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อภาคการศึกษา ภาคเอกชน และเกษตรกรทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลและประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในฟาร์มสามารถพัฒนาเป็นองค์ความรู้ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติได้ พร้อมทั้งสามารถย้อนกลับมาสร้างประโยชน์ให้กับเกษตรกรไทยในรูปของเครื่องมือ แนวทาง และองค์ความรู้ที่ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิต รายได้ และความมั่นคงของอาชีพได้อย่างแท้จริง



ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดงานวิจัยฉบับเต็มเรื่อง “Forage Security Index (FSI) as a Determinant of Income and Sustainability in Smallholder Swamp Buffalo Production Systems in Northeastern Thailand” ได้ที่ https://doi.org/10.1007/s11250-026-05086-7 หรือ บทความฉบับเต็มบน Springer Nature

