หนี้คงค้างของบริษัททั่วโลกแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์! สูงกว่าตอนโควิดระบาดหนัก คาดปีหน้าความต้องการกู้เงินลดลง เหตุดอกเบี้ยแพง

FILE PHOTO: A general view of the financial district and The Shard skyscraper in London, Britain, September 29, 2018. REUTERS/Hannah McKay/File Photo

บริษัททั่วโลกก่อหนี้ใหม่สุทธิสูงถึง 4.56 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2022/23 ทำให้ยอดหนี้คงค้างของบริษัททั่วโลกแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นในหลายประเทศน่าจะทำให้ความต้องการกู้ยืมเงินใหม่ในอนาคตลดลง

Janus Henderson บริษัทจัดการสินทรัพย์ระดับโลกสัญชาติอังกฤษ-อเมริกัน เปิดเผยรายงาน Corporate Debt Index ประจำปี ซึ่งแสดงให้เห็นว่า หนี้สินใหม่สุทธิ (Net New Debt) ของบริษัททั่วโลกที่เกิดขึ้นในปี 2022/23 ได้ผลักดันให้ยอดหนี้สุทธิคงค้าง (Outstanding Net Debt) เพิ่มขึ้น 6.2% คิดเป็น 7.8 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งแซงหน้าจุดสูงสุดก่อนหน้าในปี 2020/21 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการระบาดหนักไปได้

โดย Corporate Debt Index ซึ่งติดตามบริษัทขนาดใหญ่ที่ไม่ใช่สถาบันการเงินจดทะเบียน 933 แห่งทั่วโลก แสดงให้เห็นว่า Verizon บริษัทโทรคมนาคมของสหรัฐ กลายเป็นบริษัทที่มีหนี้มากที่สุดในปี 2022/23 ขณะที่ Alphabet Inc. เจ้าของ Google ยังคงครองตำแหน่งบริษัทที่ร่ำรวยเงินสดมากที่สุด

Janus Henderson กล่าวอีกว่า 1 ใน 5 ของหนี้สุทธิที่เพิ่มขึ้น มาจากบริษัทต่างๆ เช่น Alphabet และ Meta ซึ่งเป็นเจ้าของ Facebook และ Instagram โดยการใช้จ่ายบางส่วนนี้ก็มาจาก ‘ภูเขาเงินสดจำนวนมหาศาล’ (Vast Cash Mountains) นั่นเอง

ดังนั้น James Briggs ผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอตราสารหนี้ของ Janus Henderson ซึ่งมีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) มูลค่า 310,500 ล้านดอลลาร์กล่าวว่า การเพิ่มขึ้นของหนี้สินในปี 2022/23 จึง ‘ไม่น่ากังวล’

รายงานยังระบุอีกว่า แม้ว่าขณะนี้คุณภาพสินเชื่อขององค์กรต่างๆ จะยังคงอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ก็มีแนวโน้มที่จะลดลงในอนาคต โดย James Briggs มองว่า อัตราการลดลงจะขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานและภาคบริการ

นอกจากนี้ รายงานยังคาดว่าอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะทำให้ความต้องการกู้ยืมของบริษัทลดลง โดยคาดว่าหนี้สุทธิจะลดลง 1.9% ในปี 2023/24 โดยลดลงเหลือ 7.65 ล้านล้านดอลลาร์

ทั้งนี้ บริษัทในสหรัฐฯ ซึ่งส่วนใหญ่พึ่งพิงพันธบัตรอัตราดอกเบี้ยคงที่เป็นแหล่งเงินทุนหลัก จึงยังได้รับการปกป้องเป็นพิเศษจนถึงตอนนี้ ต่างจากในยุโรป ซึ่งส่วนใหญ่หาเงินทุนจากธนาคาร ทำให้บริษัทต่างๆ เริ่มรู้สึกถึงแรงกดดันจากนโยบายการเงินที่ตึงตัวที่สุดในรอบทศวรรษ

 

อ้างอิง: