ประธานอาวุโสเสนอแนะมาตรการใช้เงินกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศไม่พอฟื้นเศรษฐกิจ ต้องดึงเงินทั่วโลกมาช่วย แนะเร่งขายแบรนด์ประเทศไทย “ปลอดภัย-ปลอดเชื้อ” ดึงเศรษฐี-นักลงทุนต่างชาติเข้ามาทุกรูปแบบ เร่งยกเครื่อง “อีอีซี” เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษจริง ๆ หนุนรัฐบาลออกบอนด์ 30 ปี ตุนเงิน 10 ล้านล้าน

ประธานธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ ให้สัมภาษณ์พิเศษ นสพ.“ประชาชาติธุรกิจ” ถึงมุมมองและข้อเสนอแนะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทยว่า แม้ว่าเศรษฐกิจไตรมาส 4 มีแนวโน้มดีขึ้น แต่ก็ยังไม่ได้ดีจริง ๆ วันนี้ไทยเที่ยวไทยเริ่มดีขึ้น การจับจ่ายดีขึ้น แต่มาตรการที่จะออกมาดูแลเศรษฐกิจภาพใหญ่ยังไม่มี ตอนนี้มีแต่มาตรการใช้เงิน แต่ไม่เห็นมาตรการเชิงรุกที่จะหาเงินเข้าประเทศ เงินใช้ไปก็จะหมดกระเป๋า

“วันนี้เรามีรายจ่ายมากกว่ารายได้ ไทยเที่ยวไทยมีจำกัด รัฐบาลทำถูกแล้ว ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย แต่ยังไม่พอซึ่งต่างจากจีน ตลาดเขายิ่งใหญ่มาก จีนเที่ยวจีน มหาศาลกว่าไทยเยอะ เพราะที่ผ่านมาคนจีนเที่ยวทั่วโลกวันนี้ไปไม่ได้เลยเที่ยวทั่วประเทศจีน เศรษฐกิจจีนจึงฟื้นอย่างรวดเร็ว สำหรับไทยก็ดีเหมือนกัน เศรษฐีไม่ไปเที่ยวต่างประเทศก็มาเที่ยวไทย ซื้อกระเป๋าหลุยวิตตองในไทย แทนที่จะไปซื้อต่างประเทศ แต่กำลังซื้อในประเทศไทยไม่เหมือนจีน”

ปท.ปลอดภัย-ดึงเงินต่างชาติ
ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์กล่าวว่า ปัญหาประเทศไทยอยู่ที่รัฐบาล วันนี้ถ้านายกฯประยุทธ์บริหารเศรษฐกิจ เหมือนบริหารโควิด-19 เมืองไทยก้าวกระโดด เศรษฐกิจต้องจัดการรวดเร็ว ไม่ใช่แค่การเยียวยากระตุ้นกำลังซื้อในประเทศอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องหาเงินของโลกมาใช้ด้วย

“วันนี้ต้องไม่คิดเฉพาะเอาเงินไปเยียวยาช่วยเหลือ แต่ต้องคิดว่าเราจะไปหาเงินมายังไง ปัญหาหนัก ๆ เจอมาแล้ว และผ่านไปแล้ว อย่ารอให้โควิด-19 เรียบร้อย เพราะจะสายไปแล้ว”

ประธานธนินท์กล่าวว่า ในขณะที่ปัญหาโควิด-19 ยังไม่เรียบร้อย ประเทศไทยต้องถือโอกาสโฆษณาว่าเป็นเบอร์หนึ่งของโลก ในเรื่องความปลอดภัย เรื่องรักษาโควิด-19 และวันนี้คนไทยไม่ได้ติดกันเลย มีแต่คนไทยหรือต่างประเทศที่มากักตัวแล้วเจอบ้าง แต่ก็ไม่ตาย รักษาหายได้หมด โฆษณาโรงพยาบาล หมอไทยยอดเยี่ยมอุปกรณ์ทันสมัยต้องรีบทำ และต้องออกกฎหมายรองรับความต้องการของต่างชาติ นายกรัฐมนตรีต้องอย่าไปฟังเสียงคนโน้นคนนี้มากเกินไป บางคนก็เห็นแก่ตัว ไม่ได้เป็นตัวแทนของคนส่วนใหญ่

หมดยุคบีโอไอ “อีอีซี” ต้องพิเศษ
เรื่องสำคัญคือ ต้องทำให้ “อีอีซี” (เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก) เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษจริง ๆ เพราะนายกฯเป็นประธานเอง แต่จนถึงตอนนี้การลงทุนอีอีซียังไม่เห็นอะไรคืบหน้า ทุกอย่างยังเป็นแบบเก่า การทำงานทุกอย่างยังต้องผ่านบีโอไอ ขณะที่การทำงานของบีโอไอเป็นการรออยู่ที่บ้านให้คนมาขอ

“เขต ศก.พิเศษต้องทำให้เหนือกว่าบีโอไอ มีเป้าหมายจะเอาอุตสาหกรรมอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไม่ใช่รอให้มาขอ ต้องออกไปแย่ง เพราะวันนี้แย่งกันทุกประเทศ สิงคโปร์ เวียดนาม ตอนนี้ต้องวัดตัวตัดสูทไม่ใช่ออกกฎหมายแล้วใช้ทั่วไป ต้องการธุรกิจอะไรมาเมืองไทยต้องไปง้อ ยุคนี้้ต้องไปถามเขาว่าต้องการอะไร แล้วออก กม.ให้เอื้อประโยชน์เขา เพราะเอื้อเขาก็เท่ากับเอื้อไทย เราได้ภาษี สร้างงาน สร้างคนไทยให้เก่งขึ้น”

ประธานธนินท์กล่าวว่า การเปิดให้ต่างชาติเข้ามา ไม่ต้องกลัวว่าจะมาแย่งอาชีพคนไทย เพราะธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่เข้ามานั้นจะเข้ามาแข่งกับ ซี.พี., ไทยเบฟฯ, คิง เพาเวอร์, ปูนซิเมนต์ไทย, ปตท. พวกบริษัทยักษ์ใหญ่เขาต้องมาทำธุรกิจขนาดใหญ่ ไม่ทำจิ๊บจ๊อยแข่งกับธุรกิจกลางหรือเล็ก

ประธานธนินท์กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยตอนนี้ยังมืดอยู่ แต่ต้องสว่างแน่นอน จะเร็วหรือช้า จะสว่างแล้วเราได้อะไรเราต้องทำตั้งแต่วันนี้ เดี๋ยวนี้ เราต้องเตรียมพร้อม เพราะไม่มีที่ไหน พระอาทิตย์ตกแล้วไม่ขึ้น

ส่วนจะเมื่อไหร่ถ้าทำถูกต้อง ปีเดียวก็สามารถพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ เอาเศรษฐีต่างชาติ 1 ล้านคน มาซื้อบ้านเมืองไทยคนละ 1 ล้านเหรียญ ก็ได้เงินเข้ามา 1 ล้านล้านเหรียญแล้ว แล้วเสียหายอะไร เขาเอาเงินมาซื้อบ้านเมืองไทย เอากลับไปได้ไหม เอาเรือขนไปได้มั้ย ก็เป็นของไทย อยู่ภายใต้กฎหมายไทย จะเรียกขายชาติได้อย่างไร

“แต่ที่มีการปรับ ครม.ใหม่ รองนายกฯสุพัฒนพงษ์ (พันธ์มีเชาว์) ไม่ธรรมดา ไม่ใช่นักวิชาการอย่างเดียว รู้จริง ปฏิบัติได้ เข้าใจจริง เพราะเป็นวิศวกร เคยทำงานธนาคาร กลับพัฒนา ปตท. ทำปิโตรเคมี ที่มีปัญหาทำจนยิ่งใหญ่ มาเป็นรองนายกฯเศรษฐกิจ เข้าท่า ผมเชียร์ หวังว่าจะไม่เชียร์ผิดคน”

ให้สัญชาติไทยล่อเศรษฐี
ประธานธนินท์ยกตัวอย่างเงื่อนไขพิเศษ ในการดึงเศรษฐี นักลงทุนต่างชาติว่า ถ้านักลงทุนต่างชาติที่ทำผลประโยชน์ให้กับประเทศไทย ให้สิทธิเป็นคนไทยเลย เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่ทุกชาติอยากมาอยู่เมืองไทย เพราะวัฒนธรรมไทยยอดเยี่ยมมาก ต้องยกย่องพระมหากษัตริย์ไทยตั้งแต่อดีต มีการจ้างชาวอังกฤษมาเป็นทหาร จ้างคนจีนมาช่วยเก็บภาษี มาทำธุรกิจ ถ้านักลงทุนที่มาทำประโยชน์ให้เป็นคนไทยไปเลย แล้วเมืองไทยจะซื้อใจคนได้

“เหมือนพ่อผมมาจากเมืองจีน ผมเกิดและโตเมืองไทย เมืองไทยให้โอกาส ทำให้ผมมีโอกาสทำธุรกิจใหญ่โตขึ้น และขยายไป 22 ประเทศทั่วโลก และทำการค้าไป 100 กว่าประเทศ นี่ก็ตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ใครบอกว่าผมเป็นจีน ผมบอกคนไทย ผมไปลงทุนจีนก็ชักธงชาติไทยขึ้น ไปญี่ปุ่น อเมริกา ก็ธงชาติไทย”

อันดับแรกเลยคือเศรษฐี ที่อยากมาอยู่เมืองไทย เอาเงินมาใช้จ่าย มาสร้างงาน เพราะประเทศไทยเสียชีวิตก็น้อย โควิด-19 ก็ไม่มี และมีความพร้อมในการรักษาพยาบาล เศรษฐีพวกนี้ไม่ต้องกลัว เพราะเขาดูแลรักษาตัวเองยิ่งกว่าทุกคน

อีกกลุ่มคือสตาร์ตอัพ อัจฉริยะ 5 ล้านคน ดึงพวกเก่ง ๆ มาลงทุน มาใช้ชีวิตในเมืองไทย ออกกฎหมายตั้งกองทุนสนับสนุนเงินกู้ ให้กับพวกสตาร์ตอัพมาจดทะเบียนในไทย ไม่ต้องไปสิงคโปร์ ฮ่องกง เราอาจจะไม่เข้าใจว่าสตาร์ตอัพต้องการอะไร ก็ไม่ต้องคิดเอง ไปศึกษาของประเทศอื่นแล้วก็เกทับ เพื่อให้ได้คนเก่งเข้ามาสร้างงาน

หนุนรัฐอุ้มธุรกิจท่องเที่ยว-รร.
ประธานอาวุโส ซี.พี.กล่าวว่า แนวทางเปิดประเทศแบบนี้จะช่วยให้โรงแรม 5 ดาวฟื้น ส่วน 3 ดาวคนไทยเที่ยว 4 ดาวก็รีบเอานักธุรกิจเข้ามา โดยในระยะสั้น รัฐบาลก็ต้องให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อไม่ให้ธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม สายการบิน ล้มหายตายจากไป เพราะต่อไปเขาฟื้นแน่นอน วิกฤตครั้งนี้ไม่เหมือนสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่สะพาน ท่าเรือ สนามบิน ทุกอย่างถูกทำลาย แต่วันนี้โควิด ทุกอย่างยังอยู่ เรือบิน ท่าเรือ สนามบิน โรงงานอยู่หมด ใครรักษาธุรกิจไว้ได้ก็จะกลับมาได้ เมื่อมียารักษา ทุกอย่างจะกลับมาเร็ว แต่อย่ารอถึงวันนั้นจะสายไป

“นายกฯต้องทุบโต๊ะ อย่าไปกลัว สำคัญคือต้องหาหมอกับโรงพยาบาลมีชื่อเสียง รับรองว่าตรวจแล้วไม่มีโรคค่อยเข้ามา มาถึงไทยก็มีหมอตรวจเชื้อ เจาะเลือดรออยู่โรงแรมห้าดาว 4 ชม. ไม่มีใช่ไหม ขึ้นเครื่องบินลำเดียวกันมาไปถึง รพ.อยู่ด้วยกัน ก็ไม่เสียหายอะไร”

จี้รัฐออกบอนด์ 10 ล้านล้าน 30 ปี
ประธานธนินท์บอกว่า ตอนนี้รัฐบาลมีแต่มาตรการใช้เงิน ยังไม่เห็นมาตรการที่จะได้เงิน ดังนั้นถ้าใช้ไปเรื่อย ๆ ก็อาจจะหมดกระเป๋า เครดิตประเทศเสีย จะไประดมเงินไม่ได้แล้ว สถานการณ์ตอนนี้รัฐบาลควรจะต้องออกพันธบัตร 30 ปี กู้ 10 ล้านล้านบาท ดอกเบี้ย 0.5% แล้วก็ไปช่วยให้นักธุรกิจไทยที่เคยเสียภาษีดีมาตลอด แต่เกือบจะล้มละลายเพราะเจอวิกฤตเที่ยวนี้ เพราะไม่มีเงิน ไม่มีสายป่าน ปล่อยกู้ให้ธุรกิจอยู่รอด เพราะเจอวิกฤตครั้งนี้ อย่าว่าแต่ใครเลย แม้แต่อเมริกายังพัง

เรื่องการปล่อยกู้ซอฟต์โลนช่วยธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ รัฐบาลต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่ให้เป็นภาระของธนาคาร ให้ธนาคารเป็นเครื่องมือช่วย แต่ไม่ใช่ให้ธนาคารรับผิดชอบ

“วันนี้เครดิตประเทศไทยยังดีอยู่ ก็จะได้ดอกเบี้้ยถูก น่าจะไปกู้เงินมาตุนสำรองไว้ เอาเงินมาช่วยให้ธุรกิจอยู่รอดก่อน เมื่อเขาฟื้นจะทวีคูณ เพราะว่าที่สุดโควิด-19 ต้องหายไปแน่ ถ้าไม่หาย ทั่วโลกต้องล้มละลายหมด วิกฤตครั้งนี้ไม่เหมือนสงครามโลก ใครรักษาธุรกิจไว้ได้ จะกลับมาได้ ไทยถ้าไม่สร้างแบรนด์เรื่องความปลอดภัยแต่วันนี้ ถ้าโควิดหายจะไม่ใช่โอกาสแล้ว”

สำหรับจีดีพีปีหน้า ประธานธนินท์กล่าวว่า จีดีพีจะเป็นบวก หรือไม่บวก อยู่ที่รัฐบาลกล้าหาญไหม กฎหมายอะไรต่าง ๆ แล้วยังชักเย่ออยู่ นักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะมาภูเก็ต ยังบอกจะเลื่อน ประเด็นไม่ใช่วันไหน แต่ต้องไปพูดว่าต้นตอที่มาชัวร์ไหมที่ไม่มีโรคแล้ว ถ้าชัวร์ให้เข้ามาเลย เพราะเศรษฐีกลัวตายมากกว่าเราอีก

ลุยธุรกิจ รพ.ทุกจังหวัด
ประธานธนินท์กล่าวว่า สถานการณ์ตอนนี้สำหรับกลุ่ม ซี.พี. ก็ออกบอนด์ตุนเงินสดไว้ก่อนเหมือนกัน และทิศทางธุรกิจหลังโควิด เรื่องออฟฟิศบิลดิ้งก็คงหยุดสร้าง เพราะความจำเป็นน้อยลง ร้านเซเว่นฯก็ต้องขยายบริการส่งถึงบ้านฟรี ทรูมันนี่วอลเลตต้องขยายให้ทุกคนใช้ เพราะเงินออนไลน์ไม่ติดเชื้อโรค

นอกจากนี้ อีกหนึ่งธุรกิจที่กำลังศึกษาและวางแผนคือ ธุรกิจโรงพยาบาล แต่จะทำไม่เหมือนโรงพยาบาลทั่วไป ล็อบบี้ก็ไม่ต้องใหญ่เหมือนโรงแรม คนป่วยมาเร็ว กลับเร็ว ไป รพ.ก็ไม่ต้องเข้าคิว นัดวันเวลาไว้ จะไม่ได้ทำแบบค่าห้องราคาเป็นหมื่น เพราะสมัยใหม่ไม่จำเป็นต้องนอน รพ. เว้นแต่ผ่าตัดใหญ่ ๆ เทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่จะใช้เจาะรู ไม่ต้องอยู่ รพ.นาน

โรงพยาบาลแห่งแรกจะอยู่ที่บางนา แต่ละจังหวัดจะมีคลินิกกระจายทั่วไป เพื่อให้สะดวกกับประชาชน เป็นบริการหาหมอออนไลน์ วัดความดัน หาหมอเบื้องต้นก็ไปคลินิก ให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงการรักษาพยาบาลแบบของดี ราคาถูก และมีกำไร โมเดลธุรกิจ รพ.ของ ซี.พี. กำไรจะอยู่ที่ธุรกิจยา ธุรกิจต้องมีกำไรเพื่อที่จะสามารถดึงหมอเก่ง ๆ มาได้ ให้หมอมาเป็นหุ้นส่วน

รุกธุรกิจยาบุกอาเซียน
“กลุ่ม ซี.พี.มีบริษัทยาที่เมืองจีนทำมานานแล้ว ซึ่งจะไม่ขายแค่ในเมืองไทย แต่อย่างน้อยต้องขายอาเซียน 10 ประเทศ สิ่งที่ ซี.พี.ทำคือ ยาตัวไหนที่เมืองจีนใช้ได้ผล พออีก 3 ปี 5 ปีจะหมดลิขสิทธิ์ เราก็ศึกษาวิจัยเลยว่าจะปรับให้เข้ากับคนเอเชียได้ยังไง ทำการรีเสิร์ช ปรับปรุงให้ดีกว่าและเหมาะสมกับคนจีน ออกมาก็ได้รับความนิยม ราคาถูกด้วย เพราะยาฝรั่งก็สเป็กฝรั่ง และตอนนี้ก็มีการวิจัยพัฒนาให้เหมาะกับคนไทยและอาเซียน”

สำหรับในส่วนร้านเซเว่นฯ ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะสนับสนุนการให้บริการประชาชนได้รับความสะดวก รวดเร็ว และลดต้นทุน คือให้ไปรับยาที่เซเว่นฯได้ ไม่ต้องมารับที่โรงพยาบาล เสียเวลา เสียค่ารถ โดยให้มีเภสัชกรหนึ่งคนอาจดูแลได้ 100 แห่ง เป็นการดูแลผ่านออนไลน์ แต่เรื่องนี้ต้องปรับแก้กฎหมายให้รองรับ เพราะปัญหาคือประเทศผลิตเภสัชกรออกมาไม่เพียงพอ ทำให้เกิดหมอตี๋เยอะ ก็ต้องหาวิธีแก้ไข

ทั้งนี้ เครือเจริญโภคภัณฑ์ที่จดทะเบียนตั้ง บริษัท ซีพี เมดิคัล เซ็นเตอร์ จำกัด เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2560 ทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาท และเมื่อ ส.ค. 2561 ซีพี ออลล์ ก็มีการจดทะเบียนจัดตั้ง บริษัท ออลล์ เวลเนส จํากัด เพื่อดําเนินธุรกิจด้านการดูแลสุขภาพให้กับชุมชนด้วยนวัตกรรมดิจิทัล รวมถึงแนะนําให้คําปรึกษาการดูแลสุขภาพโดยผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์

ที่มา:ประชาชาติธุรกิจ