
“พลิก “วิกฤต” เป็น “โอกาส” เมื่อเครือซีพีและมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ร่วมเปลี่ยนวิกฤตภัยแล้งให้เป็นต้นแบบเกษตรมูลค่าสูง ยกระดับวิสาหกิจชุมชนบ้านโคกล่าม-แสงอร่าม สร้างรายได้มั่นคง พร้อมเชื่อมผลผลิตคุณภาพสู่ตลาด Modern Trade”
“เมื่อก่อนปลูกพืชไร่ รายได้ต้องรอปีละครั้ง แต่วันนี้การปลูกผักทำให้มีรายได้เข้าทุกเดือน” คำบอกเล่าจาก “แม่อัง” นางอังคณารัก คามะทิพย์ ตัวแทนเกษตรกรสมาชิกวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกผักบ้านโคกล่าม-แสงอร่าม จังหวัดอุดรธานี สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการทำเกษตรแบบดั้งเดิม สู่การทำเกษตรสมัยใหม่ที่ใช้ความรู้ เทคโนโลยี และการบริหารจัดการอย่างแม่นยำ พร้อมยกระดับผลผลิตสู่ตลาดค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) สร้างรายได้ที่มั่นคงและยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัว

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังวิกฤตภัยแล้งรุนแรงในปี 2563 เมื่อสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ร่วมกับ โครงการซีพีความดี ชุมชนยั่งยืน เครือเจริญโภคภัณฑ์ จังหวัดอุดรธานี และหน่วยงานภาคี ขับเคลื่อนโครงการ “ปลูกผักในโรงเรือนแก้ไขปัญหาภัยแล้ง” ส่งเสริมการทำเกษตรที่ใช้น้ำน้อย ให้ผลผลิตสูง และสร้างอาชีพที่มั่นคงแก่เกษตรกรในพื้นที่ จนเกิดการรวมตัวของ วิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกผักบ้านโคกล่าม-แสงอร่าม ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิก 28 ราย มีเครือข่ายผู้ปลูกผักอีก 15 ราย และพัฒนาโรงเรือนมาตรฐานรวม 52 โรงเรือน มีกำลังการผลิตเฉลี่ยกว่า 12,000 กิโลกรัมต่อปี
แม่อังเล่าว่า ครอบครัวประกอบอาชีพเกษตรกรรมมาอย่างยาวนาน โดยคุณแม่ปลูกผักขายตามหมู่บ้านมากกว่า 20 ปี ทั้งถั่ว มะเขือ แตง รวมถึงปลูกมะม่วง อ้อย และมันสำปะหลัง ทำให้ซึมซับวิถีเกษตรมาตั้งแต่วัยเด็ก ก่อนจะศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตนเอง กระทั่งเข้าร่วมโครงการและได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้จากพี่เลี้ยง ทั้งด้านการปรับปรุงดิน การปลูกผักในโรงเรือน การจัดการแปลง การใช้ระบบน้ำหยด และการวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด พร้อมเปิดโอกาสให้ได้ศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเกษตรกรจากพื้นที่ต่าง ๆ จนนำองค์ความรู้มาปรับใช้กับแปลงของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การปรับเปลี่ยนจากการปลูกพืชไร่ที่มีรายได้เพียงปีละครั้ง มาสู่การผลิตผักมูลค่าสูง อาทิ เคล กรีนโอค เรดโอค บัตเตอร์เฮด สวิสชาร์ด และมะเขือเทศราชินี ทำให้แม่อังและสมาชิกในกลุ่มมีรายได้หมุนเวียนตลอดทั้งปี มีสภาพคล่องทางการเงิน สามารถดูแลค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือนและส่งบุตรหลานเข้าศึกษาได้ ขณะเดียวกัน ระบบโรงเรือนยังช่วยควบคุมโรคและแมลง ทำให้สามารถผลิตผักคุณภาพได้อย่างต่อเนื่องแม้ในช่วงฤดูฝน
นอกจากการยกระดับการผลิตแล้ว โครงการยังให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงตลาด ตั้งแต่การพัฒนาคุณภาพผลผลิตให้ได้มาตรฐาน GAP การจัดตั้งจุดรวบรวมผลผลิตที่ผ่านมาตรฐานของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไปจนถึงการสร้างเครือข่ายตลาดกับผู้ประกอบการค้าปลีก (Modern Trade) ได้แก่ Makro ส่งผลให้ปัจจุบันผลผลิตกว่า 90% ของกลุ่มสามารถจำหน่ายผ่าน Makro ได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนอีก 10% จำหน่ายให้กับบริษัทในพื้นที่และตลาดชุมชน ช่วยให้เกษตรกรมีตลาดรองรับที่แน่นอน ลดความเสี่ยงด้านการตลาด และได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม
หัวใจสำคัญของการดำเนินงาน คือการประยุกต์ใช้แนวคิด “เกษตรแม่นยำ เกษตรปราณีต และเกษตรก้าวหน้า” ผ่านระบบโรงเรือน แปลงผักยกแคร่ที่ช่วยลดแรงงานและเอื้อต่อเกษตรกรสูงวัย ระบบน้ำหยดที่ช่วยประหยัดน้ำ รวมถึงการใช้ปุ๋ยพืชสดจากแหนแดงเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ลดการใช้สารเคมี และยกระดับการผลิตสู่เกษตรปลอดภัย
ปัจจุบันเกษตรกรทุกคนในกลุ่มได้รับการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) และในปี 2569 วิสาหกิจชุมชนยังได้รับการรับรองฉลากคาร์บอนผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product: CFP) สะท้อนความมุ่งมั่นในการผลิตสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมต่อยอดการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ “ภูธารา” อาทิ เคลผงพร้อมทาน เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่
แม่อังกล่าวทิ้งท้ายว่า การเป็นเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่เพียงแค่ขยัน แต่ต้องเปิดใจเรียนรู้และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ เพราะเมื่อมีองค์ความรู้ มีพี่เลี้ยงคอยให้คำแนะนำ และมีตลาดรองรับที่ชัดเจน ก็ทำให้การทำเกษตรเป็นอาชีพที่สร้างความมั่นคงและความภาคภูมิใจได้อย่างแท้จริง
เรื่องราวของวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกผักบ้านโคกล่าม-แสงอร่าม สะท้อนให้เห็นถึงพลังของความร่วมมือระหว่างเครือซีพี มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ และภาคีเครือข่าย ที่ร่วมกันยกระดับองค์ความรู้ เทคโนโลยี มาตรฐานการผลิต และการเชื่อมโยงตลาด ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ จนสามารถเปลี่ยนวิกฤตภัยแล้งให้เป็นโอกาส สร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร และขับเคลื่อนการเกษตรไทยสู่ความยั่งยืนในอนาคต.





